Sunday, October 25, 2020
More

    สวพส. เดินหน้าแก้วิกฤตภัยแล้งบนพื้นที่สูง ผ่านโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ

    สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) หรือ สวพส. เดินหน้าเร่งช่วยเหลือเกษตรกรบนพื้นที่สูง ซึ่งได้รับผลกระทบจากวิกฤตภัยแล้งบนดอยสูง ผ่าน “โครงการพัฒนาแหล่งน้ำและระบบกระจายน้ำขนาดเล็ก เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้ง”

    ผลสำรวจเผยมีเกษตรกรที่จะได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้งบนพื้นที่สูงถึง 114,443 คน

    สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) หรือ สวพส. ซึ่งมีพื้นที่ดำเนินงานครอบคลุมพื้นที่สูงกว่า 5 ล้านไร่ ประชากรกว่า 250,000 คน โดยส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรที่มีฐานะค่อนข้างยากจน ขาดโอกาส และปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็น ซึ่งสถานการณ์ปัจจุบันหลายพื้นที่ประสบปัญหาภัยแล้ง ประชาชนได้รับความเดือดร้อน ขาดแคลนแหล่งน้ำเพื่อใช้ในการอุปโภค-บริโภค และเพื่อทำการเกษตร ไม่สามารถเพาะปลูกพืชสร้างรายได้ให้เป็นไปตามแผน และผลผลิตได้รับความเสียหาย


    ซึ่งจากการสำรวจข้อมูลในพื้นที่ดำเนินงานพบว่ามีเกษตรกรที่จะได้รับผลกระทบจากปัญหาดังกล่าวจำนวน 296 ชุมชน 28,725 ครัวเรือน 114,443 คน ในพื้นที่ 424,936 ไร่ ผลผลิตที่ส่งเสริมได้รับผลกระทบมูลค่ากว่า 9.2 ล้านบาท

    ทางสถาบันฯ จึงได้จัดทำ “โครงการพัฒนาแหล่งน้ำและระบบกระจายน้ำขนาดเล็ก เพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้ง” ซึ่งคณะกรรมการบริหารสถาบันเห็นชอบงบประมาณวงเงิน 10 ล้านบาท เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ในระดับชุมชน โดยน้อมนำแนวพระราชดำริด้านการบริหารจัดการน้ำ ประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ใช้แผนที่ดินรายแปลงเป็นเครื่องมือในการวางแผนพัฒนาแหล่งน้ำให้ตรงกับความต้องการของชุมชน และถูกต้องเหมาะสมตามบริบทของแต่ละพื้นที่ เกิดนวัตกรรมการบริหารจัดการน้ำโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน

    แผนปฎิบัติการรายพื้นที่ในโครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวง 37 แห่ง ครอบคลุม 84 ชุมชน

    ในการสำรวจพื้นที่ร่วมกับชุมชนเบื้องต้นโดยทางสถาบันฯ นั้น ได้จัดทำแผนปฏิบัติการรายพื้นที่ในโครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวง 37 แห่ง ครอบคลุม 84 ชุมชน จำนวนแหล่งน้ำ 138 แห่ง โดยคาดว่าเกษตรกรจะได้รับผลประโยชน์กว่า 5,473 คน ครอบคลุมพื้นที่ 12,709 ไร่ โดยแบ่งเป็นการจัดทำฝายต้นน้ำ จำนวน 5 แห่ง ถังเก็บน้ำ และบ่อพวง จำนวน 111 จุด และระบบส่งน้ำ และกระจายน้ำ 124,980 เมตร

    นอกจากนี้สถาบันยังให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ และฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของป่าต้นน้ำลำธาร เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ และสร้างความชุ่มชื้นให้กับระบบนิเวศน์ต้นน้ำ โดยเริ่มดำเนินงานตั้งแต่เดือนเมษายน – มิถุนายน 2563 เน้นสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนในการดำเนินงาน สนับสนุนการจ้างแรงงานชุมชนในพื้นที่เพื่อช่วยเหลือด้านอาชีพ และรายได้ เพื่อรองรับสถานการณ์ทั้งด้านภัยแล้งและโรคระบาดโควิด-19 เป็นการสร้างแรงจูงใจ สร้างความตระหนัก และจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมของชุมชนต้นน้ำ

    จากการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อแก้วิกฤตภัยแล้งบนพื้นที่สูง พบไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม

    นายอานนท์ ยอดญาติไทย นักวิชาการส่งเสริมและพัฒนา และ นางสาวอาทิตยา สุตา นักวิเคราะห์นโยบายและแผนของสถาบันฯ ได้เรียบเรียงและจัดทำข้อมูลเพื่อแก้วิกฤตภัยแล้งบนพื้นที่สูง พบรายละเอียดดังนี้

    “ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม ประชากรทั้งประเทศมีจำนวน 65.1 ล้านคน เป็นประชากรภาคเกษตร 22.4 ล้านคน หรือ ร้อยละ 34.49 ที่ต้องพึ่งพาน้ำที่เป็นปัจจัยหลักในการทำเกษตร จำเป็นต้องมีระบบการจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศไทยที่ดีในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับประเทศจนถึงระดับชุมชน ซึ่งในปี 2563 ประเทศไทยต้องเตรียมรับมือกับวิกฤตภัยแล้งที่คาดว่าจะมีความรุนแรงมากเป็นอันดับสองในรอบ 40 ปี นับตั้งแต่ปี 2522 โดยกรมอุตุนิยมวิทยา คาดการณ์ว่าประเทศไทยต้องเผชิญฝนแล้งยาวนานจนถึงเดือนมิถุนายน อย่างที่ทราบกันดีกว่าพื้นที่ทำการเกษตรโดยส่วนใหญ่อยู่นอกเขตชลประทานกว่าร้อยละ 80 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคเหนือ ซึ่งอยู่นอกเขตชลประทานกว่าร้อยละ 87”

    การบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการเร่งแก้วิกฤตภัยแล้งบนดอยสูง

    การบูรณาการของหน่วยงานตามแผนแม่บทของทางสถาบันฯ มี อาทิเช่น กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมป่าไม้ กรมทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กรมชลประทาน กรมพัฒนาที่ดิน และเกษตรกรในชุมชน ในการส่งเสริมและพัฒนาชุมชนให้เป็นไปอย่างถูกต้องเหมาะสมตามระเบียบกฎหมาย และแผนการใช้ที่ดิน ทำให้ชุมชนมีแหล่งน้ำใช้เพื่อการอุปโภค-บริโภค และการเกษตร มีโอกาส และทางเลือกในการเพาะปลูกพืชที่หลากหลาย โดยการปรับระบบเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เกิดการพัฒนาเกษตรที่ยั่งยืน สามารถผลิตพืชได้เป็นไปตามแผน สร้างรายได้ที่พอเพียง โดยใช้พื้นที่น้อยลง ผลผลิตมีความปลอดภัย มีคุณภาพ และมีตลาดรองรับ ทำให้ชุมชนมีความมั่นคงทางด้านอาชีพ และอาหาร ควบคู่กับการอนุรักษ์ และฟื้นฟูป่าต้นน้ำลำธารของชุมชน และประเทศไทย ชุมชนสามารถอยู่ร่วมกับป่า และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยการมีส่วนร่วมของหน่วยงานทุกภาคส่วน เกิดความยั่งยืน และสมดุลทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ตามแนวทางของโครงการหลวงต่อไป