Wednesday, October 21, 2020
More

    เผยจุดความร้อนในพื้นที่ปลูกข้าวโพดลุ่มน้ำโขง เฉลี่ย 1 ใน 3 ของพื้นที่เผาไหม้ทั้งหมด

    ระบบเกษตรและอาหารเชิงอุตสาหกรรมนับเป็นภาคการผลิตที่กำลังคุกคามสุขภาวะของคนไทย และการทำปศุสัตว์เชิงอุตสาหกรรมเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของวิกฤตสภาพภูมิอากาศ การเปลี่ยนแปลงผืนป่า และหมอกควันจากมลพิษทางอากาศข้ามพรมแดน

    จุดความร้อนที่พบในพื้นที่ปลูกข้าวโพดคิดเป็นร้อยละ 30 ของพื้นที่จุดความร้อนทั้งหมด

    รายงานการวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ปลูกข้าวโพด จุดความร้อน และร่องรอยพื้นที่เผาไหม้จากภาพถ่ายดาวเทียมระหว่างปี พ.ศ.2558-2562 ในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (ภาคเหนือตอนบนของไทย ตอนบนของ สปป.ลาว และรัฐฉานของเมียนมา) ได้นำข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียมจากเครื่องมือ Moderate Resolution Imaging Spectroradiometer (MODIS) ที่ติดตั้งบนดาวเทียม Terra and Aqua ของนาซา และดาวเทียมระบบ VIIRS ติดตามจุดความร้อน ร่องรอยพื้นที่เผาไหม้ และพื้นที่ปลูกข้าวโพดในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ได้แก่ พื้นที่ภาคเหนือตอนบน 8 จังหวัดของไทย ตอนบนของ สปป.ลาว และรัฐฉานของเมียนมา มีข้อค้นพบน่าสนใจหลายจุด ซึ่งภาครัฐ และภาคอุตสาหกรรมสามารถสนับสนุนนโยบาย และเปลี่ยนแปลงระบบโครงสร้างอาหารของเราได้ด้วยวิธีการผลิตที่ยั่งยืน เพื่อปกป้องสุขภาพ และสิ่งแวดล้อมของประชาชนในภูมิภาค

    ภาคเหนือตอนบนของไทยมีการปลูกข้าวโพดรายปีลดลงสวนทางกับรัฐฉานของเมียนมาที่มีการการปลูกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง


    รายงานการวิเคราะห์เผยว่าภาคเหนือตอนบนของประเทศไทยมีสถานการณ์การปลูกข้าวโพดรายปีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 จนกระทั่งถึงปี พ.ศ. 2560 จากนั้นลดลงจนถึงปี พ.ศ. 2562 ในขณะที่รัฐฉานของเมียนมามีสถานการณ์ตรงกันข้ามกับประเทศไทย กล่าวคือ มีการปลูกลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 จนกระทั่งถึงปี พ.ศ. 2561 จากนั้นเพิ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2562 ส่วนพื้นที่ตอนบนของ สปป.ลาว มีสถานการณ์การปลูกที่ไม่แน่นอน โดยพบพื้นที่ปลูกข้าวโพดลดลง และเพิ่มขึ้นปีเว้นปีตั้งแต่ปี พ.ศ.2558 จนกระทั่งถึงปี พ.ศ. 2562

    ร่องรอยพื้นที่เผาไหม้ในพื้นที่ปลูกข้าวโพดเพิ่มขึ้นร้อยละ 24.4 ในปี พ.ศ. 2562

    รายงานการวิเคราะห์เผยสัดส่วนของร่องรอยพื้นที่เผาไหม้ในพื้นที่ปลูกข้าวโพดกับพื้นที่ปลูกข้าวโพดรวมทั้งหมดในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงในช่วง 5 ปี (พ.ศ. 2558-2562) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 14.69 ในปี พ.ศ. 2558 เป็นร้อยละ 24.4 ในปี พ.ศ. 2562 สอดคล้องกับแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของจุดความร้อนที่พบในพื้นที่ปลูกข้าวโพดในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงในช่วงเวลาเดียวกัน (พ.ศ. 2558-2562) จากการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมสรุปได้ว่า จุดความร้อนที่พบในพื้นที่ปลูกข้าวโพดคิดเป็นร้อยละ 30 ของจุดความร้อนทั้งหมด

    พบจุดความร้อนในพื้นที่ปลูกข้าวโพดมากสุดในเดือนเมษายน

    ในภาพรวมความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่ปลูกข้าวโพด และจุดความร้อนในพื้นที่อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงพบว่า จุดความร้อนที่ตรวจพบ และอยู่ในพื้นที่ปลูกข้าวโพดนั้น พบมากที่สุดในเดือนเมษายน เกือบทุกปี ยกเว้นปี พ.ศ. 2558 ที่พบมากในเดือนมีนาคม โดยจุดความร้อนที่พบในพื้นที่ปลูกข้าวโพดช่วงเดือนเมษายนของทั้ง 3 ประเทศรวมกัน ประมาณ 17,000 จุด โดยแบ่งเป็นจุดความร้อนในพื้นที่ปลูกข้าวโพดของพื้นที่ภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย พบประมาณเดือนละ 4,000 จุด ส่วนรัฐฉานของเมียนมาพบประมาณเดือนละ 7,000 จุด ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559 เป็นต้นมา และสปป.ลาว มีจุดความร้อนสูงสุดราวเดือนละ 10,000 จุด

    ปี พ.ศ. 2562 เป็นปีที่พบจุดความร้อนในพื้นที่ปลูกข้าวโพดมากกว่าทุกปี

    รายงานการวิเคราะห์ครั้งนี้ยังพบว่า ปี พ.ศ. 2562 เป็นปีที่พบจุดความร้อนในพื้นที่ปลูกข้าวโพดมากกว่าทุกปี คือ ประมาณ 50,000 จุด ในขณะที่ปีอื่น ๆ พบประมาณ 25,000 จุด บริบทการขยายตัวของตลาดข้าวโพดอาหารสัตว์ ประกอบกับการสะสมของจุดความร้อน และการเผาที่เชื่อมโยงกับช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิต เตรียมพื้นที่เพื่อการเพาะปลูกในฤดูถัดไปนั้น ทำให้ช่วงปลายมีนาคมถึงกลางเมษายนของทุกปี พื้นที่อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงทั้งสามประเทศต้องจมอยู่ภายใต้หมอกควันพิษที่เป็นวิกฤตร้ายแรงต่อสุขภาพ มาตรการการรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของไทยที่เคร่งครัดขึ้นอาจเป็นหนึ่งในสาเหตุที่บรรษัทของไทยหันไปลงทุนนอกเขตพรมแดนประเทศไทยมากขึ้น เพื่อชดเชยหรือเพิ่มผลผลิตที่อาจขาดหายไปจากที่เคยผลิตได้ในไทย

    โดยราวปี พ.ศ. 2559 มีการเปลี่ยนแปลงมาตรการการรับซื้อข้าวโพดจากเกษตรกร และการประกันราคา ด้วยหลักฐานกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ถูกต้อง ซึ่งทำให้เกษตรกรประสบปัญหาในการขายผลผลิต เกิดปัญหาผลผลิตตกค้าง โดยมาตรการที่เกิดขึ้นนี้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงกับจุดความร้อนในประเทศไทยที่ลดลงในปี พ.ศ. 2559 และลดลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งพุ่งสูงกลับมาอีกครั้งในปี พ.ศ. 2562 (ประมาณ 14,000 จุดในเดือนเมษายน) ในขณะที่จุดความร้อนเพิ่มสูงขึ้นในประเทศเพื่อนบ้าน การขยับขยายพื้นที่การผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้านจึงอาจเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ของอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์เพื่อตอบสนองความต้องการทั้งเนื้อสัตว์ และอาหารสัตว์ที่เพิ่มขึ้นจากตลาดโลก

    ข้อเสนอของกรีนพีซต่อภาครัฐและอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์

    กรีนพีซมีข้อเสนอต่อภาครัฐ และอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ดังนี้

    – การเพิ่มและปรับปรุงนโยบายความโปร่งใส และมาตรการทางกฎหมายที่เอาผิดบริษัทอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงผืนป่า และก่อหมอกควันพิษตลอดห่วงโซ่อุปทานการผลิต ตั้งแต่การปลูก และรับซื้อพืชอาหารสัตว์ การทำปศุสัตว์ ไปจนถึงการแปรรูป และสามารถให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลดังกล่าว

    ซึ่งทาง กรีนพีซ เชื่อว่าทางออกที่ทั้งทางรัฐบาล และภาคอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์จำเป็นต้องดำเนินการร่วมกัน เพื่อแก้ปัญหาที่เรื้อรังนี้อย่างเร่งด่วน และหันมาสนับสนุนนโยบาย และเปลี่ยนแปลงระบบโครงสร้างอาหารของเราได้ด้วยวิธีการผลิตที่ยั่งยืน เพื่อปกป้องสุขภาพ และสิ่งแวดล้อมของประชาชนในภูมิภาค