Friday, October 23, 2020
More

    แรงงานไทยเสี่ยงถูกเลิกจ้าง 8.4 ล้านคน จากพิษโควิด-19 คาดไม่เกิน 2 ล้านคน ใกล้เคียงวิกฤตต้มยำกุ้ง

    สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยรายงานภาวะสังคมไทยไตรมาส 1 ปี 2563 พบว่าประเทศไทยมีแรงงาน 37,424,214 คน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 0.7% โดยการจ้างงานภาคเกษตรกรรมลดลงที่ 3.7% ซึ่งได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้งที่มีความรุนแรงและต่อเนื่องตั้งแต่กลางปี 2562 ขณะที่การจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรมยังคงขยายตัวได้เล็กน้อยที่ 0.5% จากการขยายตัวของการจ้างงานในสาขาโรงแรม และภัตตาคาร และสาขาการศึกษา

    ทั้งนี้การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ยังไม่แสดงผลกระทบในจำนวนการจ้างงานภาคบริการที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวมากนัก ส่วนหนึ่งเนื่องจากในช่วงเดือนมกราคม จนถึงช่วงต้นเดือนมีนาคม การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ยังคงจำกัดอยู่ในบางพื้นที่ และผู้ประกอบการยังรอดูสถานการณ์ของผลกระทบ
    ขณะที่ผู้ว่างงานมีจำนวน 394,520 คน หรือคิดเป็นอัตราการว่างงานที่ 1.03% เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วที่ 0.92% สอดคล้องกับจำนวนผู้ขอรับผลประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานในไตรมาส 1 ปี 2563 มีจำนวน 170,144 คน เพิ่มขึ้น 3% และมีผู้ว่างงานแฝงจำนวน 448,050 คน คิดเป็นอัตราการว่างงานแฝง 1.2% เพิ่มขึ้น 17.7%


    โควิด-19 สร้างความเสี่ยงต่อการถูกเลิกจ้างให้กับแรงงานประมาณ 8.4 ล้านคน

    จากการประเมินผลกระทบของ COVID-19 ต่อแรงงาน พบว่า แรงงานมีความเสี่ยงต่อการถูกเลิกจ้างทั้งสิ้น 8.4 ล้านคน แบ่งเป็นแรงงาน 3 กลุ่ม ประกอบด้ว
    1.แรงงานในภาคการท่องเที่ยวซึ่งมีประมาณ 3.9 ล้านคน (ไม่รวมสาขาการค้าส่ง และการค้าปลีก) คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากการลดลงของนักท่องเที่ยวต่างชาติ และการท่องเที่ยวในประเทศ ประมาณ 2.5 ล้านคน

    2.แรงงานในภาคอุตสาหกรรมซึ่งจะได้รับผลกระทบจากตั้งแต่ก่อน COVID-19 จากสงครามการค้า และต่อเนื่องมาจนถึง การแพร่ระบาดของ COVID-19 จากการลดลงของอุปสงค์ทั้งในและต่างประเทศ
    อย่างไรก็ตาม บางอุตสาหกรรมที่ผลิตสินค้าขายในประเทศยังขยายตัวได้ เช่น อุตสาหกรรมอาหาร และเครื่องดื่ม หรือของใช้ที่จำเป็น รวมทั้ง อุตสาหกรรมการผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้แรงงานในภาคอุตสาหกรรมจากทั้งหมด 5.9 ล้านคน คาดว่ามีผู้ได้รับผลกระทบ 1.5 ล้านคน

    3.การจ้างงานในภาคบริการอื่นที่ไม่ใช่การท่องเที่ยว ในกลุ่มนี้จะได้รับผลกระทบจากมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของภาครัฐจากการปิดสถานที่ เช่น สถานศึกษา หรือสถานที่มีการรวมกลุ่มของคนจำนวนมาก เช่น ตลาดสด สนามกีฬา ห้างสรรพสินค้า ซึ่งกลุ่มนี้มีการจ้างงานจำนวน 10.3 ล้านคน คาดว่าจะได้รับผลกระทบประมาณ 4.4 ล้านคน

    แรงงานภาคเกษตรกรรม ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง 6 ล้านคน

    ภาวะภัยแล้งตั้งแต่กลางปี 2562 และต่อเนื่องถึงไตรมาสที่ 1 ปี 2563 ส่งผลให้การจ้างงานภาคเกษตรลดลง และมีจำนวนแรงงานที่รอฤดูกาล 370,000 คน สูงที่สุดในรอบ 7 ปี โดย ณ เดือนเมษายน ได้มีการประกาศเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยแล้ง) จำนวน 26 จังหวัด และมีเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบประมาณ 3.9 ล้านคน และ เกษตรกรในพื้นที่อื่นที่มีปริมาณน้ำน้อย และไม่สามารถทำกิจกรรมทางการเกษตรก็ได้รับผลกระทบอีกจำนวน 2.1 ล้านคน รวมเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งทั้งสิ้น 6 ล้านคน
    ทั้งนี้คาดว่าผลกระทบของการแพร่ระบาดเชื้อ COVID-19 และปัญหาภัยแล้งต่อการจ้างงาน การว่างงาน จะปรากฏผลชัดเจนเป็นลำดับตั้งแต่ไตรมาสที่สอง และชัดเจนมากขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี

    คาดตลอดทั้งปี 2563 มีผู้ว่างงานไม่เกิน 2 ล้านคน

    อย่างไรก็ตาม การประเมินสถานการณ์การว่างงานทั้งปี 2563 คาดว่าอัตราการว่างงานจะอยู่ในช่วง 3 – 4% หรือตลอดทั้งปีมีผู้ว่างงานไม่เกิน 2 ล้านคน ซึ่งเป็นระดับที่ใกล้เคียงกับช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดเริ่มควบคุมได้และในครึ่งหลังของเดือนพฤษภาคมเริ่มผ่อนคลายมาตรการควบคุมทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจบางประเภทสามารถเปิดดำเนินการได้มากขึ้น รวมถึงรัฐบาลมีมาตรการในการช่วยเหลือ และฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยเน้นกระตุ้นให้เกิดการจ้างงานในพื้นที่ และภาคเกษตรกรรมจะสามารถรองรับแรงงานที่ว่างงานได้บางส่วนแม้ว่าจะมีปัญหาภัยแล้ง

    แรงงานจบใหม่ ประมาณ 520,000 คน อาจยังไม่มีตำแหน่งงานรองรับ

    แม้ว่าปัจจุบันมีการผ่อนคลายมาตรการควบคุม แต่แรงงานบางกลุ่มจะยังไม่สามารถกลับมาทำงานได้เช่นเดิม เช่น แรงงานในภาคการท่องเที่ยว แรงงานในอุตสาหกรรมส่งออก เช่น รถยนต์ ฯลฯ เนื่องจากอุปสงค์ในต่างประเทศลดลง และการท่องเที่ยวยังเชื่อมโยงกับมาตรการ ของต่างประเทศด้วย ซึ่งหากผู้ประกอบการไม่สามารถจ้างงานต่อได้จะมีแรงงานจำนวนหนึ่งที่ถูกเลิกจ้าง
    ขณะเดียวกันในช่วงเดือนพฤษภาคม – กรกฎาคม คาดว่าจะมีแรงงานจบใหม่เข้าสู่ตลาดประมาณ 520,000 คน ซึ่งอาจไม่มีตำแหน่งงานรองรับ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีมาตรการสร้างงาน และจ้างงานที่เพียงพอเพื่อรองรับผู้ที่มีความเสี่ยงที่จะหางานทำไม่ได้ด้วย

    หนี้ครัวเรือนมีมูลค่า 13.47 ล้านล้านบาท ชะลอตัวลงจากไตรมาสก่อน แต่คุณภาพสินเชื่อแย่ลง

    ในไตรมาส 4/2562 สถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทย มีมูลค่า 13.47 ล้านล้านบาท ขยายตัว 5.0% ชะลอลงจาก 5.5% ในไตรมาสก่อน โดยเป็นผลจากการปรับตัวลดลงในสินเชื่อทุกประเภท ขณะที่สัดส่วนหนี้สินครัวเรือนต่อ GDP อยู่ที่ 79.8% สูงสุดในรอบ 14 ไตรมาส นับตั้งแต่ไตรมาสที่ 3/2559 เป็นต้นมา เนื่องจากเศรษฐกิจไทยชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่องและเร็วกว่าการชะลอตัวของหนี้สินครัวเรือน

    ขณะที่ด้านภาพรวมคุณภาพสินเชื่อด้อยลง โดยยอดคงค้างหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) เพื่อการอุปโภคบริโภคของธนาคารพาณิชย์ในไตรมาส 1/2563 มีมูลค่า 156,227 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 3.23% ต่อสินเชื่อรวม ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 2.90% ในไตรมาสก่อน ซึ่งเป็นผลจากความสามารถในการชำระหนี้ของสินเชื่อทุกประเภทด้อยลง โดยเฉพาะสินเชื่อรถยนต์ สินเชื่อบัตรเครดิต และสินเชื่อเพื่ออุปโภคบริโภคส่วนบุคคลอื่นๆ

    ในช่วงที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบทางลบอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น ภาคการส่งออก ภาคการท่องเที่ยว และภาคการเกษตร โดยภาครัฐได้ดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนผ่านหลายช่องทางในส่วนของปัญหาหนี้สิน และสภาพคล่องของประชาชนได้ดำเนินมาตรการสินเชื่อ เพื่อเสริมสภาพคล่องและบรรเทาภาระค่าครองชีพต่างๆ เช่น สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) สินเชื่อเพื่อส่งเสริมการจ้างงาน สินเชื่อฉุกเฉินสำหรับผู้ไม่มีรายได้ประจำ รวมถึงมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยและ SMEs ที่มีศักยภาพและไม่เป็นหนี้ค้างชำระเกิน 90 วัน

    การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่เพิ่มขึ้น คดีอาญาลดลง การอุบัติเหตุจราจรลดลง

    อย่างไรก็ตามความเคลื่อนไหวทางสังคมอื่นๆ ในไตรมาส 1/2563 พบว่า มีการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และบุหรี่เพิ่มขึ้น 3.0% ซึ่งต้องเฝ้าระวังอันตรายและความเสี่ยงของผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่เป็นประจำที่อาจติดเชื้อ COVID-19 ได้ง่ายกว่าบุคคลทั่วไป
    ขณะที่คดีอาญาลดลง 4.8% โดยคดีชีวิตร่างกายและเพศลดลง 13.7% คดีประทุษร้ายต่อทรัพย์ลดลง 5.3% และคดียาเสพติดลดลง 4.4% ด้านการเกิดอุบัติเหตุจราจรทางบก และผู้เสียชีวิต มีจำนวนลดลง 6.4% และ 20.8% ตามลำดับ และจากการจำกัดการเดินทาง ห้ามจำหน่ายสุรา การล็อกดาวน์ของจังหวัด ส่งผลให้เทศกาลสงกรานต์ปี 2563 เกิดอุบัติเหตุจราจรทางบกและผู้เสียชีวิตลดลง 60.8% และ 56.7% ตามลำดับ