Wednesday, November 25, 2020
More

    ช่วงโควิด-19 ปริมาณขยะพลาสติกจากฟู้ดเดลิเวอรี่เพิ่มขึ้นเท่าตัวสูงถึง 280 ล้านชิ้น

    ขยะพลาสติกจากบริการส่งอาหารในรูปแบบฟู้ดเดลิเวอรี่เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เนื่องจากมีการประกาศใช้มาตรการต่างๆ ซึ่งรวมถึงมาตรการล็อกดาวน์ ส่งผลให้ต้องมีการขอความร่วมมือให้ประชาชนจำกัดการเดินทาง “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” รวมถึงทำงานอยู่บ้าน (Work from Home)

    เปิดผลวิจัยปริมาณขยะจากฟู้ดเดลิเวอรี่เพิ่มขึ้นในช่วงโควิด-19

    ทีมนักวิจัยจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) นำโดย ดร. กรรณิการ์ ธรรมพานิชวงค์ นักวิชาการอาวุโส ด้านนโยบายด้านภูมิอากาศและการพัฒนาสีเขียว ดร. วิชสิณี วิบุลผลประเสริฐ นักวิชาการด้านนโยบายพลังงานเพื่อความยั่งยืน และ ประมณฑ์ กาญจนพิมลกุล นักวิจัยด้านนโยบายด้านภูมิอากาศและการพัฒนาสีเขียว เผยผลวิจัยเรื่องปริมาณขยะเดลิเวอรี่ในช่วงโควิด-19 ระบุว่า การที่ประชาชนต้องทำงานอยู่บ้านมากขึ้นส่งผลให้ต้องใช้บริการสั่งอาหารในรูปแบบเดลิเวอรี่เพิ่มขึ้นจากผู้ให้บริการต่างๆ อาทิ LINEMAN, GRAB FOOD, GET, FOOD PANDA เป็นต้น


    ในมุมของประชาชนในฐานะผู้บริโภค การสั่งอาหารผ่านบริการฟู้ดเดลิเวอรี่เปิดโอกาสให้สามารถเลือกบริการที่ดีที่สุด ราคาที่สบายกระเป๋ามากที่สุด และยังมีโอกาสเข้าถึงร้านอาหารใหม่ๆ ที่ไม่เคยได้ลิ้มลอง ในขณะเดียวกันธุรกิจร้านอาหารต่างๆ ก็มีช่องทางขายมากขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งชดเชยกับรายได้ที่สูญเสียไปจากการมาตรการของภาครัฐที่ไม่อนุญาตให้นั่งทานอาหารที่ร้าน

    ในช่วงปี 2562 ก่อนที่จะมีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ธุรกิจฟู้ดเดลิเวอรี่มีมูลค่าสูงถึง 3.3-3.5 หมื่นล้านบาท (ศูนย์วิจัยกสิกรไทย 2562) จากยอดสั่งซื้อ 20 ล้านออเดอร์ ซึ่งก่อให้เกิดขยะโดยเฉพาะขยะพลาสติกสูงถึง 140 ล้านชิ้น

    โดยประมาณการจากข้อมูลที่ระบุว่า การสั่งอาหารผ่านฟู้ดเดลิเวอรี่แต่ละครั้งสร้างขยะ 7 ชิ้น ได้แก่ กล่องอาหาร ถุงใส่น้ำจิ้ม ช้อนพลาสติก ส้อมพลาสติก ถุงใส่ช้อนส้อม ถุงน้ำซุป และถุงพลาสติกหูหิ้วสำหรับใส่อาหารทั้งหมด

    อย่างไรก็ดี ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 มีการคาดว่าปริมาณขยะเดลิเวอรี่เพิ่มขึ้นเท่าตัว (วิจารย์ สิมาฉายา 2563) ซึ่งหมายความว่าในช่วงโควิด-19 คาดว่าขยะพลาสติกจากฟู้ดเดลิเวอรี่มีปริมาณสูงถึง 280 ล้านชิ้น

    คนไทยทิ้งขยะจากฟู้ดเดลิเวอรี่แบบไม่มีการคัดแยก

    ปัญหาสำคัญที่เกิดจากขยะจากฟู้ดเดลิเวอรี่เหล่านี้คือประชาชนส่วนใหญ่ทิ้งเศษอาหารปะปนมากับขยะพลาสติก ไม่มีการคัดแยกขยะก่อนทิ้ง ซึ่งปัญหาดังกล่าวเกิดมาจากหลายปัจจัย เช่น การขาดความตระหนักรู้ว่าควรคัดแยกอย่างไร การนิยมความสะดวกสบายจากการที่ไม่ต้องเก็บล้าง และความกังวลว่าจะติดเชื้อไวรัสโควิด-19 หากไปสัมผัสภาชนะหรือช้อนส้อมของผู้ที่ติดเชื้อ เป็นต้น เนื่องด้วยขยะพลาสติกเหล่านี้ปนเปื้อนเศษอาหาร จึงไม่สามารถนำไปรีไซเคิล แปรรูปเป็นพลังงาน หรือแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อเพิ่มมูลค่า (Upcycle) ตามแนวคิดของเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ได้

    องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นจึงจำเป็นต้องนำขยะพลาสติกที่ปนเปื้อนเหล่านี้ไปกำจัดโดยการเทกองหรือฝังกลบเช่นที่ผ่านมา ซึ่งเพิ่มภาระให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจากขยะเหล่านี้หากจัดการไม่ถูกต้อง อาจรั่วไหลสู่สิ่งแวดล้อม เช่น แม่น้ำ ทะเล ฯลฯ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสัตว์ทะเลได้

    ดังนั้น จะเห็นได้ว่าการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้การดำเนินโครงการหรือ Initiative ต่างๆ เกี่ยวกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ต้องเดินถอยหลัง

    สิงคโปร์และเกาหลีใต้ส่งเสริมการลดขยะพลาสติกจากธุรกิจฟู้ดเดลิเวอรี่

    เพื่อลดปริมาณขยะพลาสติกที่เกิดจากบริการฟู้ดเดลิเวอรี่ Food Panda ซึ่งเป็นผู้ให้บริการฟู้ดเดลิเวอรี่ในประเทศสิงคโปร์เริ่มงดให้บริการชุดช้อนส้อมพลาสติกตั้งแต่ปี 2560 ซึ่งสามารถช่วยลดขยะที่เกิดจากช้อนและส้อมพลาสติกได้ถึง 250,000 ชิ้น คิดเป็นมูลค่าถึง 100,000 ดอลล่าร์สิงคโปร์

    สำหรับประเทศเกาหลีใต้ ภาครัฐมีนโยบายด้านการจัดการขยะจากบริการฟู้ดเดลิเวอรี่อย่างเข้มข้น โดยผลักดันให้เกิดการทำบันทึกข้อตกลง (MOU) ระหว่าง 3 ฝ่าย ได้แก่ รัฐบาลเกาหลีใต้ ผู้ให้บริการแอปพลิเคชันและร้านอาหารที่เข้าร่วมในเครือข่ายฟู้ดเดลิเวอรี่ โดยงดใช้บรรจุภัณฑ์ที่ซ้อนกันสองชั้น งดให้บริการช้อนและส้อมพลาสติก ใช้กล่องกระดาษในการบรรจุอาหารแทนกล่องพลาสติก ใช้ถุงเก็บความเย็นที่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ รวมถึงรณรงค์ให้ประชาชนชาวเกาหลีใต้คัดแยกขยะพลาสติกอย่างถูกวิธี

    ฟู้ดเดลิเวอรี่และร้านอาหารไทยช่วยลดขยะพลาสติก

    ผู้ประกอบการฟู้ดเดลิเวอรี่ในประเทศไทย เช่น Grab Food ได้ช่วยลดขยะพลาสติกโดยเพิ่มตัวเลือก (Feature) ในแอปพลิเคชันของ Grab ให้ลูกค้าสามารถกดเลือกรับหรือไม่รับช้อน ส้อม และมีดพลาสติกเมื่อสั่งอาหาร รวมถึงส่งเสริมให้ร้านอาหารที่เป็นพันธมิตรทางธุรกิจเปลี่ยนมาใช้ถุงกระดาษเพื่อทดแทนถุงพลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง

    นอกจากนี้ LINE MAN ประเทศไทยได้ประกาศร่วมรณรงค์ลดการใช้พลาสติกในการส่งอาหารร่วมกับพาร์ทเนอร์ร้านอาหารดัง โดยพัฒนาแอปพลิเคชันให้มีตัวเลือกสำหรับไม่รับช้อนส้อมพลาสติกหรือถุงพลาสติก ซึ่งจะเริ่มใช้ในเดือนสิงหาคม 2563

    สำหรับแนวทางของธุรกิจร้านอาหาร ร้านอาหารในเครือฟู้ดแพชชั่น ซึ่งประกอบด้วย แบรนด์บาร์บีคิวพลาซ่า จุ่มแซ่บฮัท ฌานา สเปซคิว และเรดซัน ได้นำเอาแนวคิด Wasteless Delivery มาใช้ในการให้บริการจัดส่งอาหารถึงบ้าน โดยเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ที่ใช้จากพลาสติกชนิดใช้ครั้งเดียวทิ้ง (Single-use Plastics) เป็นภาชนะแบบย่อยสลายได้ โดยร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจในการผลิตและออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่ทำจากชานอ้อยซึ่งสามารถย่อยสลายได้ภายใน 45 วัน และถุงพลาสติกคุณภาพสูงพิเศษที่ผลิตจากพลาสติกรีไซเคิลที่มีความหนาถึง 5 เท่า ในการให้บริการจัดส่งอาหารเพื่อให้ผู้บริโภคสามารถนำถุงพลาสติกมาหมุนเวียนใช้ซ้ำได้มากกว่า 20 ครั้ง

    โดยการดำเนินการดังกล่าวคาดว่าจะช่วยลดปริมาณการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งได้ 1.2 ล้านชิ้นในปี 2563

    อย่างไรก็ดี สิ่งสำคัญคือการสร้างความตระหนักให้กับผู้บริโภคเกี่ยวกับการทิ้งภาชนะหลังจากที่รับประทานอาหารเสร็จแล้ว โดยผู้บริโภคไม่ควรทิ้งภาชนะเหล่านี้ปะปนกับเศษอาหารและไม่ควรใส่ภาชนะเหล่านี้ในถุงพลาสติกที่ย่อยสลายไม่ได้เมื่อนำไปทิ้ง เพราะจะเป็นอุปสรรคต่อการจัดการภาชนะที่ใช้แล้วเหล่านี้

    สตาร์ทอัพสหรัฐอเมริกาให้บริการฟู้ดเดลิเวอรี่แบบไร้ขยะ

    DeliverZero ซึ่งเป็นบริษัทสตาร์ทอัพในเมืองนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกานำแนวคิดการให้บริการฟู้ดเดลิเวอรี่แบบไร้ขยะมาใช้ โดยใช้ภาชนะบรรจุอาหารแบบที่สามารถใช้งานซ้ำได้มาใช้แทนภาชนะพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง เนื่องจากเมืองนิวยอร์กมีการประกาศห้ามใช้กล่องพลาสติกโพลีสไตรีนแบบใช้แล้วทิ้งตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมา

    โดยธุรกิจที่ฝ่าฝืนจะต้องเสียค่าปรับมากกว่า 1,000 เหรียญสหรัฐ โดยภาชนะของ DeliverZero ผลิตจากโพลีโพรพีลีนซึ่งเป็นพลาสติกชนิดหนึ่งที่มีความทนทานสูง สามารถใช้งานซ้ำได้มากกว่า 1,000 ครั้ง ปราศจากพลาสติก BPA ปลอดภัยสำหรับใช้กับเตาไมโครเวฟและเครื่องล้างจาน รวมถึงผ่านการรับรองจาก NSF International โดย DeliverZero ไม่คิดค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมสำหรับการสั่งอาหาร แต่ผู้บริโภคต้องจ่ายค่ามัดจำ (Deposit) จำนวน 2 เหรียญสหรัฐ ในแอพพลิเคชันของ DeliverZero สำหรับค่าภาชนะที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ และผู้บริโภคจะได้รับเงินมัดจำคืนเมื่อส่งคืนภาชนะภายใน 6 สัปดาห์ โดยสามารถส่งคืนได้ 2 ช่องทาง คือ มอบให้พนักงานส่งอาหารในการสั่งอาหารครั้งถัดไปหรือนัดหมายเวลารับกล่องข้าวผ่านทางแอพพลิเคชันของ DeliverZero

    ดังนั้น การให้บริการฟู้ดเดลิเวอรี่แบบไร้ขยะอาจเป็นอีกหนึ่งทางเลือกหลังเหตุการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

    แนวทางจัดการขยะจากฟู้ดเดลิเวอรี่สำหรับประเทศไทย

    ในประเทศไทยเริ่มมีบริการฟู้ดเดลิเวอรี่แบบนำภาชนะที่ใช้ซ้ำได้แล้ว เช่น Indy Dish2 (แต่ปิดให้บริการชั่วคราวในช่วงโควิด-19 เพราะบริษัทกังวลเรื่องความปลอดภัยของพนักงาน) ซึ่งมีรูปแบบการให้บริการเหมือนกับ DeliverZero ข้างต้น โดยร่วมมือกับร้านอาหารบางร้านในการใช้กล่องบรรจุอาหารที่นำกลับมาใช้ซ้ำได้ โดยผู้บริโภคจะต้องจ่ายค่ามัดจำกล่องอาหาร 100 บาทต่อครั้ง และส่งคืนกล่องที่ทำความสะอาดแล้วให้กับทาง Indy Dish ภายใน 7 วัน โดยทาง Indy Dish จะนำกล่องอาหารนั้นไปฆ่าเชื้อซ้ำตามมาตรฐานอุตสาหกรรม ก่อนที่จะนำกลับมาให้บริการต่อไป

    ทั้งนี้ ประชาชนทั่วไปสามารถมีส่วนร่วมในการจัดการปัญหาขยะจากฟู้ดเดลิเวอรี่ได้โดยใช้ 2 แนวทาง คือ “ลด” และ “คัดแยก”

    สำหรับแนวทางที่หนึ่ง “ลด” คือประชาชนในฐานะผู้บริโภคสามารถช่วยลดขยะพลาสติกโดยการปฏิเสธที่จะรับช้อนส้อม หรือหลอดพลาสติกเวลาสั่งอาหารผ่านแอปพลิเคชัน โดยหันมาใช้อุปกรณ์ที่สามารถใช้ซ้ำได้แทน โดยผู้ประกอบการธุรกิจฟู้ดเดลิเวอรี่ควรอำนวยความสะดวกโดยการเพิ่มทางเลือกในการสั่งอาหารผ่านแอปพลิเคชัน โดยเปิดให้ผู้สั่งอาหารสามารถระบุว่าจะรับหรือไม่รับช้อน ส้อมหรือหลอดพลาสติก หรือสิ่งอื่นๆ ที่ไม่ต้องการ

    สำหรับแนวทางที่สอง ในกรณีที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงบรรจุภัณฑ์หรือภาชนะพลาสติกได้ สิ่งสำคัญที่ผู้บริโภคควรทำคือการ “คัดแยก” บรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ใช้แล้ว โดยแยกขยะประเภทเศษอาหารออกไป ล้างทำความสะอาดบรรจุภัณฑ์ ทิ้งไว้ให้แห้ง แล้วจึงรวบรวมขยะพลาสติกเหล่านี้ไปทิ้งในจุด Drop-off point สำหรับขยะพลาสติก เพื่อเข้าร่วมโครงการ “ส่งพลาสติกกลับบ้าน” ซึ่งการคัดแยกดังกล่าวจะช่วยลดปริมาณขยะพลาสติกที่ถูกส่งไปฝังกลบและเพิ่มการนำพลาสติกกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ ผ่านกระบวนการ Recycle หรือ Upcycle ของบริษัทเอกชน และเพื่อให้ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) สามารถเกิดขึ้นได้จริง

    โครงการ “ส่งพลาสติกกลับบ้าน”

    ปัจจุบัน โครงการ “ส่งพลาสติกกลับบ้าน” รับขยะพลาสติก 2 ประเภท คือ พลาสติกยืดและพลาสติกแข็งที่ผ่านการทำความสะอาดเรียบร้อยแล้วจากประชาชน ตัวอย่างพลาสติกยืด ได้แก่ ถุงพลาสติกหูหิ้ว ถุงขนมปัง ถุงน้ำตาลทราย ฯลฯ และตัวอย่างของพลาสติกแข็ง ได้แก่ แก้วกาแฟ กล่องใส่อาหารเดลิเวอรี่ ฯลฯ โดยปัจจุบันมีจุด Drop-off Point จำนวน 10 แห่งบนถนนสุขุมวิท จังหวัดกรุงเทพมหานคร เช่น Singha Complex ศูนย์การค้า The Emporium ร้านเทสโก้-โลตัส สาขาอ่อนนุช เป็นต้น และมีการให้แรงจูงใจกับประชาชนโดยใช้แอปพลิเคชัน ECOLIFE ในการสะสมแต้มเพื่อนำไปแลกของสมนาคุณต่าง ๆ

    อีกทางเลือกหนึ่งในการใช้ประโยชน์ขยะพลาสติกจากฟู้ดเดลิเวอรี่ที่ผ่านการทำความสะอาดแล้ว คือการนำขยะพลาสติกเหล่านี้ไปเป็นเชื้อเพลิงทดแทนถ่านหินในเตาผลิตปูนซีเมนต์ได้อีกด้วย ดังเช่น บริษัท N15 เทคโนโลยีในนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร ได้ดำเนินการอยู่3 ซึ่งทางเลือกนี้สามารถรับขยะพลาสติก รวมถึงขยะประเภทอื่น ๆ ได้หลากหลายชนิด จึงเป็นทางเลือกที่ดีในการจัดการกับขยะพลาสติกชนิดที่ไม่สามารถไปรีไซเคิลต่อได้

    จะสังเกตได้อย่างชัดเจนว่าการดำเนินการตามแนวทางที่สองนั้น จะก่อให้เกิดต้นทุนต่อผู้บริโภคเพิ่มขึ้น เพราะต้องจัดการคัดแยก ทำความสะอาดบรรจุภัณฑ์ รวมไปถึงการรวบรวมบรรจุภัณฑ์เพื่อส่งไปยังจุดรับขยะ ซึ่งเมื่อคิดคำนวณค่าใช้จ่ายจริงที่เกิดขึ้นเทียบกับค่าธรรมเนียมการเก็บขยะมูลฝอยของกรุงเทพมหานครแล้ว ถือว่าแนวทางการคัดแยกขยะบรรจุภัณฑ์ส่งไปยังจุดรวบรวมนั้นมีต้นทุนสูงกว่าการนำไปทิ้งรวมกับขยะอื่น ๆ

    ดังนั้น ข้อเสนอแนะด้านนโยบายเพื่อจูงใจให้ผู้บริโภคร่วมกันคัดแยกขยะบรรจุภัณฑ์เพื่อส่งต่อไปยังจุดรับที่เหมาะสม ต้องประกอบด้วยการดำเนินงาน 2 ด้าน ได้แก่

    1. การประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ถึงวิธีการคัดแยกขยะที่ถูกต้อง เช่น ขยะชนิดใดรีไซเคิลได้บ้าง มีวิธีการสังเกตอย่างไร ต้องทำความสะอาดอย่างไร และส่งไปจัดการต่อได้ที่ใดบ้าง โดยหน่วยงานภาครัฐที่ควรเข้ามารับผิดชอบเรื่องการประชาสัมพันธ์ ให้ข้อมูล และให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับการคัดแยกขยะที่ถูกวิธีและการจัดการกับขยะที่ผ่านการคัดแยกแล้ว ได้แก่ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมมลพิษ กรุงเทพมหานคร และองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น

    2. ควรมีการเพิ่มจุด drop off point สำหรับขยะบรรจุภัณฑ์ที่รีไซเคิลได้ประเภทต่าง ๆ ให้ทั่วถึงทุกพื้นที่เพื่อลดต้นทุนของการคัดแยกและส่งต่อขยะบรรจุภัณฑ์ให้ได้มากที่สุดไม่ว่าจะเป็นการส่งต่อให้โครงการ “ส่งพลาสติกกลับบ้าน” หรือการส่งต่อไปเป็นเชื้อเพลิงทดแทนถ่านหิน โดยทางกรุงเทพมหานครควรต่อยอดจากการดำเนินงานของภาคเอกชนที่ให้บริการจุด drop off point จำนวน 10 จุด บนถนนสุขุมวิท โดยเพิ่มจุด drop off point ให้ครอบคลุมพื้นที่ในกรุงเทพมหานครมากขึ้น สำหรับพื้นที่ต่างจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรจัดให้มีจุด drop off point สำหรับรับขยะพลาสติกเพื่อนำไปใช้ประโยชน์เช่นเดียวกัน ทั้งนี้ เพื่อให้สามารถขยายผลโครงการ “ส่งพลาสติกกลับบ้าน” ให้ครอบคลุมพื้นที่ต่างๆ ในประเทศไทย

    จะเห็นได้ว่า ปัญหาขยะพลาสติกยังคงเป็นเรื่องใกล้ตัว ยิ่งในวิกฤตโควิด-19 ที่คนส่วนใหญ่หันมาใช้บริการจากฟู้ดเดลิเวอรี่มากขึ้น ก็ยิ่งทำให้เกิดขยะพลาสติกจำนวนมหาศาล ดังนั้นการปรับแนวคิดให้อิ่มท้องโดยไม่กระทบสิ่งแวดล้อมในช่วงล็อกดาวน์โควิด-19 จึงเป็นเรื่องที่ทุกคนควรตระหนัก