Friday, November 27, 2020
More

    โลกออนไลน์ไทยมีข้อความบูลลี่เฉลี่ย 39 ข้อความ/นาที พบมากสุดเรื่องรูปลักษณ์ และเพศวิถี

    ดีแทค เผยผลการศึกษาผ่าน Social listening tool ซึ่งรวบรวมข้อความจากทางโซเชียลมีเดีย ทั้ง Facebook, Twitter, Instagram, YouTube, ฟอรั่ม และบล็อกข่าวในประเทศไทย พบว่า เด็กไทยมีความเสี่ยงเผชิญกับการถูกบูลลี่สูงขึ้น เนื่องจากใช้เวลาในโลกออนไลน์มากขึ้น

    โลกออนไลน์ของไทย พบข้อความบูลลี่เฉลี่ย 39 ข้อความต่อนาที

    นางอรอุมา ฤกษ์พัฒนาพิพัฒน์ ผู้อำนวยการอาวุโสสายงานสื่อสารองค์กรและการพัฒนาอย่างยั่งยืน บริษัท โทเทิ่ลแอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค เปิดเผยว่า ดีแทค ร่วมมือกับ Wisesight จากการศึกษาผ่าน Social listening tool โดยรวบรวมข้อความทางโซเชียลมีเดียทั้ง Facebook, Twitter, Instagram, YouTube, ฟอรั่ม และบล็อกข่าวในประเทศ ช่วงเดือน พ.ย. 2561- ต.ค. 2562 พบว่า โลกออนไลน์ของไทยประกอบด้วยข้อความที่เกี่ยวข้องกับการบูลลี่ แกล้ง ล้อ และเหยียดราว 700,000 ข้อความ หรือเฉลี่ย 39 ข้อความต่อนาที

    พบมากสุดเป็นเรื่องรูปลักษณ์ เพศวิถี และความคิดและทัศนคติ


    ทั้งยังมีการขยายความต่อผ่านการรีทวีต ไลก์ แชร์ ทำให้เกิดการขยายข้อความดังกล่าวทั้งสิ้นราว 20 ล้านรายการ โดยลักษณะการบูลลี่ที่ปรากฎในโซเชียลมีเดียของไทยที่พบมากที่สุด ได้แก่

    อันดับ 1 การบูลลี่ด้านรูปลักษณ์ 36.4%

    อันดับ 2 การบูลลี่ทางเพศวิถี 31.8%

    อันดับ 3 การบูลลี่ทางความคิดและทัศนคติ 10.2%

    อันดับ 4 การบูลลี่เรื่องเชื้อชาติ 6.8%

    อันดับ 5 การบูลลี่เรื่องศาสนา 4.4%

    อันดับ 6 การบูลลี่เรื่องบุคลิกและลักษณะนิสัย 4%

    อันดับ 7 การบูลลี่เรื่องรสนิยมความชอบส่วนตัว 2.4%

    อันดับ 8 ไม่เฉพาะเจาะจง 2%

    อันดับ 9 การบูลลี่ด้านฐานะทางการเงิน 1.7%

    อันดับ 10 การบูลลี่เกี่ยวกับครอบครัว 0.3%

    การแกล้งกันทางออนไลน์ ส่วนมากพบในวงการ “การศึกษา”

    นอกจากนี้ ยังพบว่าการแกล้งกันทางออนไลน์นั้นส่วนมากพบในวงการ “การศึกษา” ซึ่งสามารถเกิดขึ้นตั้งแต่ระดับ “อนุบาล” ไปจนถึงระดับมัธยม โดยมีเพื่อนเป็นคนที่ปรากฏในข้อความที่พูดถึงการบูลลี่มากที่สุด

    ซึ่งจากการศึกษาดังกล่าว ดีแทคได้ร่วมมือกับ Punchup บริษัทที่ปรึกษาด้านการจัดการและนำเสนอข้อมูล อย่างไรก็ตาม การศึกษาดังกล่าวมีข้อจำกัดในการเข้าถึงข้อมูลที่ตั้งค่าส่วนตัวของแพลตฟอร์ม ทำให้ข้อมูลที่รวบรวมนี้อาจไม่ใช่ปริมาณข้อความที่เกี่ยวข้องกับการบูลลี่ทั้งหมดบนโซเชียลมีเดีย และด้วยข้อจำกัดทางด้านภาษาและเทคโนโลยี ข้อมูลนี้จึงอาจไม่ครอบคลุมข้อความที่ใช้คำประชดประชันหรือว่าร้ายในบริบทเฉพาะได้ และมีความเป็นไปได้ที่จะถูกตีความด้วยความหมายที่ต่างออกไป

    เด็กและเยาวชนมีความเสี่ยง ทั้งการเป็นผู้แกล้ง และผู้ถูกกลั่นแกล้ง

    นางอรอุมา ฤกษ์พัฒนาพิพัฒน์ กล่าวว่า จากตัวเลขดังกล่าวสะท้อนได้ว่าโซเชียลมีเดียของไทยในทุกแพลตฟอร์มล้วนประกอบไปด้วยข้อความที่สร้างความเกลียดชังผ่านการแกล้งกันทางออนไลน์ ซึ่งเด็กและเยาวชนมีความเสี่ยงอย่างมากทั้งการเป็นผู้แกล้งและผู้ถูกกลั่นแกล้ง ดังนั้นจึงมีความจำเป็นในการสร้างความแข็งแรงทางดิจิทัล (Digital Resilience) ให้สามารถเผชิญและรู้เท่านั้นต่อปัญหา

    สำหรับกลยุทธ์การพัฒนาที่ยั่งยืนของดีแทค สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ Responsible business หรือการประกอบธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ ส่วนอีกกลยุทธ์คือ Empowering societies ซึ่งเป็นการนำความเชี่ยวชาญและทรัพยากรทางเทคโนโลยีดิจิทัลมาสร้างสรรค์และพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือโครงการ dtac Safe Internet ซึ่งปีนี้ดำเนินเข้าสู่ปีที่ 5 โดยมีความมุ่งหวังในการสร้างทักษะและภูมิคุ้มกันให้เด็กสามารถท่องโลกออนไลน์ได้อย่างปลอดภัย เหมาะสม และสร้างสรรค์ โดยประกอบไปด้วย 3 กลยุทธ์สำคัญ ได้แก่

    1. งานพัฒนาศักยภาพบุคลากร หรือ Capacity building เกี่ยวข้องกับการพัฒนาองค์ความรู้และจัดอบรมแก่ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นครูอาจารย์ ผู้ปกครอง เด็กและเยาวชน

    2. งานผลักดันนโยบายสาธารณะ หรือ Advocacy and public policy เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมและครอบคลุมองคาพยพต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ

    3.งานสื่อสารสาธารณะและวิจัย หรือ Thought leadership and communication เพื่อสร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชนและสังคมต่อปัญหาการกลั่นแกล้งทางโลกออนไลน์