Friday, October 23, 2020
More

    ปฎิวัติเศรษฐกิจบนหลังคากับโซลาร์ รูฟท็อป สร้างงาน 5 หมื่นตำแหน่ง ลดค่าไฟ 1.7 หมื่นล้าน

    รายงานปฎิวัติพลังงานบนหลังคา ข้อเสนอเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานรากที่ยั่งยืนและเป็นธรรมผ่านระบบโซลาร์ รูฟท็อปในประเทศไทย (..2564-2566)” จากกรีนพีซ เป็นการออกรายงานเผื่อผลักดันให้รัฐบาลนำงบประมาณที่ใช้ฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิด-19 มาขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านทางพลังงานที่ยั่งยืน และเป็นธรรม และกระตุ้นการลงทุนระบบพลังงานหมุนเวียนแบบกระจายศูนย์ที่ก่อให้เกิดการจ้างงานที่มีคุณค่า ลดความเหลื่อมล้ำ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

    กว่าร้อยละ 90 ของพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ไทยมาจากโซลาร์ฟาร์มขนาดใหญ่

    แม้ไทยจะเป็นผู้นำการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ปฎิเสธไม่ได้ว่ากว่าร้อยละ 90 ของการติดตั้ง เป็นแบบโซลาร์ฟาร์มขนาดใหญ่ แทนที่จะเป็นหลังคาบ้านสำหรับที่อยู่อาศัย ซึ่งแท้ที่จริงแล้วด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ประชาชนสามารถผลิตไฟฟ้าจากหลังคาบ้านตนเอง และเปลี่ยนเป็นผู้ผลิต และบริโภคในเวลาเดียวกัน (Prosumer)


    ฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิด-19 ด้วยโซลาร์ รูฟท็อป 1 ล้านครัวเรือน

    โดยคุณจริยา เสนพงศ์ หัวหน้างานรณรงค์เพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน กรีนพีซ ประเทศไทย กล่าวว่าแผนการปฎิวัติโซลาร์ รูฟท็อป 1 ล้านครัวเรือนจะเกิดขึ้นได้นอกจากการนำงบประมาณฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิด-19 มาใช้เพื่อการลงทุนอย่างยั่งยืน และเป็นธรรมแล้ว คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ต้องนำเอามาตรการหักลบกลบหน่วยไฟฟ้า Net Metering มาใช้เพื่อสนับสนุนทุกครัวเรือนที่มีระบบโซลาร์ รูฟท็อป โดยสามารถหักลบหน่วยไฟฟ้าที่ผลิตได้ กับไฟฟ้าที่ต้องซื้อจากการไฟฟ้า และราคาที่ซื้อไฟฟ้า กับราคาขายเป็นราคาเดียวกัน หรือใกล้เคียงที่สุด

    ซึ่งได้มีการเสนอให้ติดตั้งระบบโซลาร์ รูฟท็อป 1 ล้านครัวเรือน ในโรงพยาบาล 8,170 แห่ง และโรงเรียน 31,012 แห่ง โดยมีกำลังผลิตรวม 2,471 เมกะวัตต์ และใช้เงินลงทุนรวม 90,273 ล้านบาท ภายในเวลา 3 ปี (..2564-2566)

    แผนงานติดตั้งโซลาร์ รูฟท็อป ช่วยลดค่าไฟฟ้ารวม 17,139 ล้านบาทต่อปี

    เดชรัต สุขกำเนิด นักวิชาการเศรษฐศาสตร์และพลังงาน ระบุว่าจากการวิเคราะห์ แผนการติดตั้งโซลาร์ รูฟท็อป จะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานราก ลดค่าไฟฟ้าของครัวเรือน โรงพยาบาล และโรงเรียนรวมกัน 17,139 ล้านบาทต่อปี มีการจ้างงานมากกว่า 50,000 ตำแหน่ง หากประเมินว่าประเทศไทยจะใช้ถ่านหินในการผลิตไฟฟ้า แผนการปฏิวัติโซลาร์ รูฟท็อปนี้จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้ประมาณ 4.52 ล้านตันต่อปี หรือเทียบเท่ากับการดูดซับของพื้นที่ป่าไม้ที่มีพรรณไม้อเนกประสงค์ 3 ล้านไร่ และลดการปล่อยออกไซด์ของไนโตรเจน (NOx) ซึ่งเป็นคู่หูตัวร้ายของ PM2.5 ลงประมาณ 10,098 ตันต่อปี

    แผนการที่คำนึงถึงการจัดการความมั่นคงในระบบไฟฟ้าช่วง 3 ปีข้างหน้า

    รศ.ดร.ชาลี เจริญลาภนพรัตน์ สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กล่าวว่าแผนการนี้คำนึงถึงการบริหารจัดการความมั่นคงในระบบไฟฟ้าในช่วง 3  ปีข้างหน้า โดยมีแนวทาง 2 ส่วนคือ

    1.ความมั่นคงในระบบสายส่งรวม ได้แก่ การบริหารจัดการโรงไฟฟ้าที่มีความยืดหยุ่นให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น การปรับระบบค่าไฟฟ้าที่คิดตามช่วงเวลา(Time of Use หรือ TOU) การออกแบบและบริหารจัดการรถยนต์ไฟฟ้าการเก็บพลังงานไฟฟ้าในแบตเตอรี่การเก็บพลังงานไฟฟ้าเป็นความเย็นหรือเป็นความร้อน

    2.ความมั่นคงในระบบสายส่งย่อยในพื้นที่ ได้แก่ การจับคู่ (Demand Matching) ระหว่างกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์ รูฟท็อปกับผู้ใช้ไฟฟ้าช่วงกลางวัน การลงทุนเชื่อมระบบจ่ายไฟฟ้าในแต่ละพื้นที่ (Feeder) เข้าด้วยกันการปรับหม้อแปลงโดยปรับการตั้งค่าที่หม้อแปลงหรือเปลี่ยนหม้อแปลงเฉพาะบางตัวที่แรงดันล้นเกิน

    ด้วยการดำเนินการต่าง ๆ เหล่านี้ร่วมกัน เราจะสามารถบริหารจัดการการผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นและลดลงของโซลาร์ รูฟท็อป และพลังงานหมุนเวียนอื่น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงสามารถรักษาความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบพลังงานหมุนเวียนเต็มร้อยในระยะยาวได้เป็นอย่างดี

    โดยนพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ กล่าวปิดท้ายว่าความสำเร็จของโรงพยาบาลแสงอาทิตย์ 7 แห่ง ภายใต้กองทุนแสงอาทิตย์ (Thailand Solar Fund) ในช่วงปี 2552 ที่ผ่านมา พิสูจน์ให้เห็นว่า แผนการโซลาร์ รูฟท็อปเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ยั่งยืน และเป็นธรรมนี้สามารถทำได้จริง รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับนโยบายสาธารณะที่สร้างความเข้มแข็งและภูมิคุ้มกันให้กับสังคมไทยเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลกที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และฉับพลัน และทบทวนยกเลิกนโยบายที่เอื้อต่อกลุ่มผลประโยชน์อุตสาหกรรมที่นำไปสู่การทำลายสิ่งแวดล้อม