Wednesday, November 25, 2020
More

    ครึ่งปี 63 พบไทยเสียชีวิตจากฆ่าตัวตาย 3.89 ต่อประชากรแสนคน ปัญหาหลักด้านสัมพันธภาพ

    เนื่องในวันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก หรือ 10 กันยายนของทุกปี เป็นวันที่ทั่วโลกจะช่วยกันรณรงค์ให้ทุกคนตระหนักถึงปัญหาด้านสุขภาพจิตและช่วยกันลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายและทำร้ายคนใกล้ชิด โดยในปีนี้ กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข เตรียมผนึกกำลังกับ กองปราบปราม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เดินหน้าศึกษาสัญญานการฆ่าตัวตายบนโลกโซเชียล และเตรียมพัฒนาและจัดตั้งทีมเฉพาะกิจเพื่อช่วยเหลือคนที่ส่งสัญญานการฆ่าตัวตายบนโลกโซเชียล วางแผนเตรียมระบบให้พร้อมใช้งานก่อนสิ้นปีนี้ เพื่อทำงานเชิงรุกรับมือปัญหาการเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายที่สูงขึ้นจากผลกระทบต่างๆ

    อัตราการฆ่าตัวตายของทั้งประเทศในปี 2562 อยู่ที่ 6.64 ต่อประชากรหนึ่งแสนคน

    นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต อธิบดีกรมสุขภาพจิต ได้เปิดเผยถึงสถานการณ์ปัญหาการฆ่าตัวตายที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมาซึ่งมีความน่ากังวลว่า จากภาพรวมอัตราการฆ่าตัวตายของทั้งประเทศในปี 2562 อยู่ที่ 6.64 ต่อประชากรหนึ่งแสนคน หรือมีคนไทยเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายประมาณ 4,419 ราย ต่อปี โดยปัจจัยที่เกี่ยวข้องเป็นปัญหาด้านสัมพันธภาพ อาการป่วยกายและจิต สุรา และปัญหาด้านเศรษฐกิจ ตามลำดับ


    6 เดือนแรกของปี 2563 มีคนไทยเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย 3.89 ต่อประชากรหนื่งแสนคน เพิ่มขึ้น 22%

    สำหรับ 6 เดือนแรกของปี 2563 นี้ ซึ่งเริ่มมีการระบาดของโควิด-19 นั้น มีคนไทยเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายประมาณ 2,551 ราย คิดเป็น 3.89 ต่อประชากรหนื่งแสนคน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 22 เมื่อเทียบกับ 6 เดือนแรกของปี 2562 (จำนวน 2,092 ราย) โดยปัญหาด้านสัมพันธภาพยังคงเป็นปัจจัยลำดับแรก ตามมาด้วยปัญหาอาการป่วยกายและจิต เศรษฐกิจ และสุรา ตามลำดับ

    ซึ่งการเพิ่มขึ้นในอัตรานี้มีความคล้ายคลึงกับการเพิ่มขึ้นในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อ 23 ปีก่อน ที่มีอัตราการฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 20-30 ในช่วง 3 ปีหลังเกิดวิกฤต

    พัฒนาทีมเฉพาะกิจป้องกันการฆ่าตัวตายบนโลกโซเชียล

    นอกจากนี้ กรมสุขภาพจิตยังรู้สึกกังวลต่อสัญญาณการฆ่าตัวตายต่างๆ ในโลกโซเชียล แม้ว่าในปัจจุบันสื่อโซเชียลมีเดีย เช่น เฟซบุ๊ค จะมีกลไกป้องกันการถ่ายทอดภาพและวิดีโอการทำร้ายตัวเองหรือการฆ่าตัวตายออนไลน์มากขึ้นแล้ว แต่ยังคงพบข้อความที่ส่งสัญญานที่มึความเสี่ยงในการฆ่าตัวตายอยู่ เช่น ข้อความสั่งเสีย ข้อความบอกลา ข้อความวางแผนการทำร้ายตัวเอง ซึ่งกลุ่มคนที่โพสท์ข้อความต่างๆ เหล่านี้คือกลุ่มคนที่ควรได้รับความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตอย่างเร่งด่วน

    แต่บางครั้งไม่สามารถติดต่อให้เข้าสู่ระบบบริการได้ หรือแม้แต่บางครั้งไม่สามารถหาข้อมูลหรือช่องทางติดต่อกลับไปยังบุคคลนั้นได้ ดังนั้นการศึกษาและพัฒนาระบบการทำงานกับ กองปราบปรามในด้านการป้องกันการฆ่าตัวตายเชิงรุกในครั้งนี้ จึงถือเป็นการเปิดมิติการทำงานรูปแบบใหม่ของงานด้านสุขภาพจิตของประเทศไทยในอนาคต ร่วมกับการให้บริการสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ที่ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนตลอดหลายปีที่ผ่านมา

    การช่วยเหลือบุคคลที่เสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายบนโลกโซเชียล เป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญ

    พลตำรวจตรี จิรภพ ภูริเดช ผู้บังคับการปราบปราม กล่าวว่า เราได้ให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือบุคคลที่ส่งสัญญาณความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย และไลฟ์สดฆ่าตัวตายบน บนโลกออนไลน์เป็นอย่างมาก โดยกองปราบปรามร่วมกับกรมสุขภาพจิต และ Influencers ชื่อดังบนโลกออนไลน์ ได้เริ่มพิจารณาระบบการส่งต่อข้อมูลบุคคลที่ส่งสัญญาณความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายบนโลกโซเชียล เพื่อให้ทางกองปราบปรามเร่งประสานสถานีตำรวจในพื้นที่รับผิดชอบเข้าช่วยเหลือบุคคลดังกล่าวได้อย่างทันท่วงที

    ถึงแม้ขอบข่ายงานจะอยู่นอกเหนือคดีอาชญากรรมที่อยู่ในความรับผิดชอบของกองปราบปราม แต่กองปราบปรามถือว่าการช่วยเหลือบุคคลที่ส่งสัญญาณความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายบนโลกโซเชียล เป็นหนึ่งในภารกิจที่สำคัญของหน่วย เพราะเรามองว่า ความทุกข์ของพี่น้องประชาชนก็คือความทุกข์ของเรา อะไรที่เราสามารถเข้าไปช่วยให้พี่น้องประชาชนพ้นภัย หรือให้คลายทุกข์ลงได้บ้างเรายินดีทำเต็มที่

    โดยแนวทางการทำงานคือ กองปราบปราม จะมีเจ้าหน้าที่ประจำการค่อยประสานกับทาง Influencer และกรมสุขภาพจิต ตลอด 24 ชั่วโมง หากเราได้รับการประสานผู้ที่มีความเสี่ยง เราจะช่วยตรวจสอบว่าบุคคลที่มีความเสี่ยงนั้นๆ อยู่ในพื้นที่ไหน และจะรีบประสานสถานีตำรวจในพื้นที่รับผิดชอบเข้าให้การช่วยเหลืออย่างใกล้ชิดจนกว่าจะเรียบร้อย จากนั้นทางกรมสุขภาพจิตก็จะเข้ามาดูแลผู้มีความเสี่ยงต่อไป

    ทั้งนี้การทำงานร่วมกันกับกรมสุขภาพจิตนี้ ถือเป็นมิติใหม่ของการทำงานภาครัฐ ที่มีเป้าหมายเดียวกัน คือ ลดความทุกข์ของพี่น้องประชาชน และทางกองปราบปรามอยากฝากถึงพี่น้องประชาชนทุกท่านว่า ทุกปัญหามีทางออกเสมอ และครอบครัวมีความสำคัญอย่างยิ่ง หากเรามองเห็นบุคคลในครอบครัวมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น การพูดคุยกันเข้าใจกัน หาทางแก้ปัญหาร่วมกัน จะช่วยให้ปัญหาต่างๆ คลี่คลายได้