Saturday, November 28, 2020
More

    ใน 10 ปีข้างหน้าคนไทยกว่า 40% เข้าสู่วัยเกษียณ ไทยจะเป็นประเทศที่ “แก่ก่อนรวย”

    KKP Research โดยเกียรตินาคินภัทร (KKP) เผยบทวิเคราะห์ “ทศวรรษถัดไปของไทย ธุรกิจโตอย่างไร เมื่อคนไทยกว่า 40% เข้าสู่วัยเกษียณ” เพื่อให้เห็นว่าในช่วง 10 ปีข้างหน้านี้ไทยจะเจอกับความท้าท้ายสำคัญด้านใด โครงสร้างเศรษฐกิจไทยจะเป็นอย่างไร ธุรกิจแบบไหนที่จะเติบโต แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่คืออะไร เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นของการหาทางออกอย่างสร้างสรรค์บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง

    อีก 10 ปีโครงสร้างประชากรที่เคยเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจจะลดลง จากการที่ไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว

    โครงสร้างประชากรเป็นปัจจัยหลักที่กำหนดรูปแบบการเติบโตของประเทศ ทั้งจากมุมมองในฝั่งการบริโภคและการผลิต ซึ่งใน 10 ปีข้างหน้า โครงสร้างประชากรที่เคยเป็นแรงขับเคลื่อนให้กับเศรษฐกิจในช่วงก่อนหน้าจะลดจำนวนลง จากการที่ไทยก้าวเข้าสู่ภาวะสังคมสูงวัยอย่างรวดเร็วและจะกลายเป็นประเทศสังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ในปีหน้านี้ เป็นประเทศที่ 2 ของอาเซียนรองจากสิงคโปร์ กลุ่มคนที่เตรียมเกษียณอายุ (Pre-retirement) หรือเกษียณอายุแล้ว (Retirement) จะมากขึ้นและจะมีสัดส่วนเกินกว่า 40% ของประชากรไทยทั้งหมดในปี 2030 การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างนี้ได้เริ่มส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา KKP Research จึงชี้ให้เห็นว่าปัญหานี้กำลังจะรุนแรงขึ้นและเชื่อมโยงกับปัญหาเชิงโครงสร้างอื่น ๆ ในอีกหลากหลายมิติ


    ประเทศไทยเป็นประเทศที่ “แก่ก่อนรวย”

    ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะสังคมสูงวัยอย่างรวดเร็วในสถานการณ์ที่ต่างจากประเทศอื่น โดยประเทศส่วนใหญ่ที่เข้าสู่สังคมสูงวัย เช่น ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และเกาหลีใต้ ต่างเป็นประเทศพัฒนาแล้วที่ประชากรโดยเฉลี่ยมีรายได้สูง ในขณะที่ประชากรไทยกำลังแก่ชราลงในเวลาที่ประเทศไทยยังเป็นประเทศกำลังพัฒนา มีรายได้ไม่สูงเท่าประเทศอื่นๆ หรือเรียกได้ว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่ “แก่ก่อนรวย”

    การเข้าสู่สังคมสูงวัย ส่งผลลบต่อศักยภาพและความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยอย่างมหาศาล

    ซึ่งเมื่อไทยมีการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ภาวะสังคมสูงวัย สิ่งที่เป็นความท้าทายอันดับต้นๆ คือ ความจำเป็นในการสร้างระบบสวัสดิการเพื่อดูแลคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ การเตรียมความพร้อมด้านสาธารณสุขที่เข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมเพื่อรองรับความต้องการที่จะเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต รวมทั้งภาระทางการคลังที่จะเพิ่มขึ้นตามมาจากการที่การใช้จ่ายด้านรัฐสวัสดิการที่จะสูงขึ้น แต่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรของไทยยังเป็นปัจจัยฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ และเชื่อมโยงกับปัญหาเชิงโครงสร้างอื่นๆ อย่างที่เราอาจไม่คาดคิด

    แรงขับเคลื่อนจากการบริโภคถึงจุดอิ่มตัว

    ผลจากการเข้าสู่สังคมสูงอายุที่ชัดที่สุด คือ การบริโภคที่ค่อยๆ ลดลงและไม่สามารถเป็นแรงขับเคลื่อนหลักให้กับเศรษฐกิจไทยได้อีกต่อไป จากการที่ประชากรในกลุ่มที่มักจะมีการใช้จ่ายมากกว่ารายได้ (กลุ่มอายุน้อยกว่า 34 ปี) จะมีจำนวนน้อยลง ในขณะที่กลุ่มประชากรที่มีจำนวนเพิ่มขึ้น คือกลุ่มคนที่เตรียมตัวเกษียณอายุ (51 – 65 ปี) และกลุ่มหลังเกษียณ (มากกว่า 65 ปี) ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่บริโภคน้อยลงและมีการออมเพื่อเตรียมตัวเกษียณในสัดส่วนที่สูง ในช่วงที่ผ่านมาเราเริ่มเห็นสัญญาณการชะลอตัวลงของการบริโภคภาคเอกชนมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นแรงส่งสำคัญตัวหนึ่งของเศรษฐกิจไทยโดยคิดเป็นสัดส่วนโดยเฉลี่ยถึง 50% ของ GDP ในช่วงที่ผ่านมา

    กลุ่มวัยก่อนเกษียณ – หลังเกษียณมีการบริโภคเฉลี่ยต่อเดือนลดลงมากถึง 3,000 และ 6,000 บาท

    เมื่อเปรียบเทียบการใช้จ่ายของคนในแต่ละช่วงอายุ พบว่าประชากรในกลุ่มวัยก่อนเกษียณและหลังเกษียณมีการบริโภคเฉลี่ยต่อเดือนลดลงมากถึง 3,000 บาท (12%) และ 6,000 บาท (25%) ตามลำดับเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มคนทำงานอายุ 35-50 ปี ตามข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคม (Socio-Economic Survey) ซึ่งส่วนใหญ่จะสะท้อนกลุ่มประชากรรายได้ปานกลางและรายได้ต่ำซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ

    จากการหาความสัมพันธ์ทางสถิติ พบว่าการบริโภคที่ลดลง ไม่ได้เกิดจากรายได้ของกลุ่มผู้สูงอายุที่หายไปจากการออกจากตลาดแรงงานเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่อาจเป็นผลจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตและการใช้จ่ายที่เปลี่ยนไปด้วย เช่น จากการเก็บออมที่เพิ่มขึ้น และพฤติกรรมการบริโภคสินค้าฟุ่มเฟือยที่ลดลง เป็นต้น

    การเปลี่ยนแปลงของการบริโภคตามช่วงอายุในลักษณะนี้ คาดการณ์ได้ว่าโครงสร้างประชากรไทยในระยะข้างหน้า จะสร้างจุดเปลี่ยนสำคัญต่อโครงสร้างเศรษฐกิจไทย จากเดิมที่การบริโภคเคยเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้กับเศรษฐกิจ อาจกลับกลายเป็นไม่ขยายตัวเลยในช่วงปี 2020 – 2030 และทำให้ศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยตกต่ำลงไปยิ่งกว่าเดิม

    ธุรกิจรูปแบบเก่าจะเติบโตได้ยาก ส่วนอุตสาหกรรมยา การดูแลสุขภาพ ธุรกิจที่อยู่อาศัยจะขยายตัวได้ดี

    จากการประเมินพบว่า รูปแบบการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปตามช่วงอายุของประชากรจะส่งผลให้กลุ่มธุรกิจที่จะยังสามารถขยายตัวได้ดี คือ อุตสาหกรรมยา การดูแลสุขภาพ ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับที่อยู่อาศัย และบริการอื่นๆ ในขณะที่อุตสาหกรรมที่เคยเติบโตได้ดี เช่น รถยนต์ การเดินทาง เสื้อผ้า อาหารและเครื่องดื่ม จะเริ่มหดตัวลงตามความต้องการที่ลดลงของกลุ่มผู้สูงอายุ

    ซึ่งอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มหดตัวจากการเปลี่ยนรูปแบบการบริโภคของผู้สูงอายุ โดยรวมแล้วมีขนาดใหญ่ถึงประมาณ 62% ของการบริโภคในประเทศในปัจจุบัน หรือคิดเป็นกว่า 31% ของ GDP ผลจากการหดตัวของการบริโภคในส่วนนี้เพียงอย่างเดียว อาจจะฉุดรั้งให้เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำลงไปประมาณ 0.4% จากระดับเฉลี่ยที่เติบโตเพียง 3% ต่อปีในปัจจุบัน ซึ่งจะเป็นอุปสรรคสำคัญต่อธุรกิจในอุตสาหกรรมเหล่านี้ที่ความต้องการลดลง และต่อการเติบโตในระยะข้างหน้าของเศรษฐกิจไทยโดยรวม

    ธุรกิจขาดอำนาจในการกำหนดราคา การลงทุนชะลอตัวทั้งจากในและต่างประเทศ

    อัตราเงินเฟ้อในช่วงหลังปี 1970 เป็นต้นมามีทิศทางที่ต่ำลงต่อเนื่องทั่วโลก จากปัจจัยด้านอุปทาน ทั้งจากราคาน้ำมันที่ลดลงจากในอดีต การแข่งขันที่สูงขึ้นและต้นทุนที่ถูกลงจากการเปิดเสรีทางการค้า การก้าวเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์ เทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย รวมถึงรูปแบบสินค้าใหม่ๆ อย่างไรก็ตาม ในกรณีของไทยปัจจัยด้านอุปสงค์หรือกำลังซื้อของผู้บริโภคที่หายไปอาจมีส่วนสำคัญเช่นกันในการอธิบายอัตราเงินเฟ้อที่ลดต่ำลง

    เมื่อมองไปข้างหน้าตลาดผู้บริโภคที่เล็กลงจากโครงสร้างประชากรที่ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย จะส่งผลต่อความสามารถในการทำกำไรของผู้ประกอบการทั้งในเชิงปริมาณและเชิงราคา โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ความต้องการซื้อลดลง อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนในประเทศที่ลดต่ำลงในช่วงที่ผ่านมาและในระยะข้างหน้า มีส่วนทำให้ความน่าสนใจของประเทศไทยลดลงในสายตาของนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติ ผลักดันให้ธุรกิจหันไปหาตลาดในประเทศอื่นๆ ที่กำลังเติบโตและมีแนวโน้มผลตอบแทนสูงกว่าไทย

    เศรษฐกิจขาดแคลนทั้งจำนวนและศักยภาพของแรงงาน

    โครงสร้างประชากรของไทยที่เปลี่ยนไปเป็นสังคมสูงอายุ จะทำให้ภาคการผลิตของไทยถูกแรงกดดันจาก 2 ปัจจัยด้านแรงงาน คือ (1) การขาดแคลนแรงงานจากจำนวนคนในวัยทำงานที่ลดลง ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนแรงงานของไทยอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ (2) ผลิตภาพแรงงานที่ลดลงเมื่อแรงงานส่วนใหญ่เริ่มเข้าสู่ภาวะสูงวัย หรือเพิ่มขึ้นได้ไม่มากเมื่อเทียบกับคนทำงานวัยหนุ่มสาว จากทั้งข้อจำกัดทางกายภาพและศักยภาพในการเรียนรู้และทักษะการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ซึ่งทั้งต้นทุนแรงงานที่สูงขึ้นและผลิตภาพแรงงานที่ลดลงนี้ จะเป็นอุปสรรคสำคัญต่อภาคการผลิต การดึงดูดการลงทุน และการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวมของไทยในทศวรรษต่อไป โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินไว้ว่าเฉพาะปัจจัยด้านการลดลงของกำลังแรงงาน จะทำให้เศรษฐกิจไทยมีอัตราการเติบโตโดยเฉลี่ยลดลงไปอีก 0.7% ในระหว่างปี 2020-2050

    ผลกระทบต่อตลาดการเงินและนโยบายเศรษฐกิจ

    จากการที่เศรษฐกิจไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย มีผลกระทบต่อตลาดการเงินและนโยบายเศรษฐกิจ 3 ด้าน ได้แก่

    1. ภาวะสังคมสูงวัยกับแรงกดดันค่าเงินบาท
    ช่องว่างระหว่างการออมและการลงทุนโดยรวมของไทยจะกว้างขึ้นเรื่อยๆ สาเหตุจากกลุ่มประชากรในวัยเตรียมเกษียณและวัยเกษียณอายุมักมีความต้องการจับจ่ายใช้สอยลดลงและมีอัตราการออมสูงขึ้น เพื่อเตรียมรับมือกับรายได้ที่จะหายไปยามเกษียณ ซึ่งช่องว่างระหว่างการออมและการลงทุนที่ถ่างออกเรื่อยๆ สุดท้ายแล้วสร้างแรงกดดันต่อค่าเงินบาทในระยะยาว จากความต้องการสินค้าเพื่อการบริโภคและการลงทุนที่น้อยลง ทำให้ประเทศมีการนำเข้าสินค้าที่ลดลง ขณะเดียวกันการลงทุนของประเทศก็มักจะชะลอลงไปด้วยจากโอกาสและผลตอบแทนจากการลงทุนที่ลดลงตามการหดตัวของตลาดภายในประเทศ

    2. โครงสร้างระบบการเงินที่เปลี่ยนแปลงไป
    การเข้าสู่สังคมสูงวัยไม่เพียงแต่สร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจแต่จะทำให้ภาวะการเงินและบทบาทของธนาคารพาณิชย์ได้รับกระทบอย่างมีนัยสำคัญ และอาจสร้างความเปราะบางให้กับระบบการเงินในประเทศเพิ่มเติมได้

    3. ประสิทธิภาพของนโยบายเศรษฐกิจจะเริ่มลดลง
    โครงสร้างเศรษฐกิจในภาวะสังคมสูงวัยสร้างข้อจำกัดต่อการใช้เครื่องมือนโยบายในการบริหารจัดการเศรษฐกิจ ดังนี้
    3.1. นโยบายเศรษฐกิจกระตุ้นเศรษฐกิจได้น้อยลง
    3.2. ภาระทางการคลังจะเพิ่มสูงขึ้นจากค่าใช้จ่ายด้านรัฐสวัสดิการ เมื่อประเทศมีสัดส่วนผู้สูงอายุมากขึ้น อัตราการเป็นภาระของผู้สูงอายุ หรืออัตราส่วนเปรียบเทียบระหว่างประชากรหลังเกษียณ (อายุมากกว่า 65 ปี) เทียบกับคนวัยทำงาน จะเพิ่มขึ้นจาก 18% ในปี 2020 เป็นถึง 30% ในปี 2030

    ความสามารถในการแข่งขันที่หายไปกับนโยบายที่ต้องเปลี่ยนแปลง

    จากผลกระทบที่เกิดขึ้นในแทบทุกมิติ ชัดเจนว่าเราจะไม่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจในรูปแบบเดิมๆ ที่ได้ประโยชน์จากการขยายตัวของกำลังแรงงาน ต้นทุนที่ถูก ค่าเงินที่อ่อน และนโยบายเศรษฐกิจแบบเดิมได้อีกต่อไป KKP Research โดยเกียรตินาคินภัทร ประเมินว่าการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรนี้จะทำให้ศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยลดลงไปอยู่ในระดับ 2.6 – 2.8% ต่ำลงไปจากระดับปัจจุบันที่ 3.2 – 3.5% อย่างมีนัยสำคัญ ยังไม่รวมผลที่จะเกิดขึ้นตามมาที่ประเมินได้ยาก เช่น การลงทุนซึ่งเป็นตัวแปรที่จะส่งผลต่อการเติบโตระยะยาวที่แน่นอนว่าจะชะลอตัวลงไปอีกตามความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง ซึ่งภาครัฐอาจพิจารณาแนวนโยบายเพื่อลดข้อจำกัดและบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างนี้ได้