Friday, September 25, 2020
More

    ไทยเตรียมส่ง “ส้มแขก” โกอินเตอร์ ใช้ประโยชน์จากเอฟทีเอยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์

    กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และกรมทรัพย์สินทางปัญญา พร้อมพัฒนา “ส้มแขก” เป็นอีกสินค้าส่งออกไทย ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร และผู้ประกอบการ

    พร้อมดัน “ส้มแขก” ส่งออกนอก สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นแก่เกษตรกร

    การลงพื้นที่ของกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และกรมทรัพย์สินทางปัญญาที่ลงพื้นที่มาเยี่ยมชมวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบางหวานพัฒนา อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ตเพื่อดูศักยภาพการผลิตและแปรรูปส้มแขก (ส้มควาย) และได้ใช้โอกาสนี้ พูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลกับเกษตรกรและผู้ประกอบการ


    เผยพร้อมพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ได้มาตรฐานตามความต้องการของผู้บริโภคทั้งในประเทศ และต่างประเทศ รวมถึงการใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี หรือ FTA เป็นเครื่องมือช่วยในการส่งออกสินค้า และการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาด้วยการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า หรือจดสิทธิบัตร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผลิตภัณฑ์

    ส้มแขก สมุนไพรไทยมากประโยชน์

    ส้มแขกเป็นสมุนไพรที่นิยมปลูกทางใต้ของไทย โดยเฉพาะจังหวัดภูเก็ต มีสรรพคุณช่วยลดคอเลสเตอรอลและลดความอยากรับประทานอาหาร จึงนิยมนำมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เพื่อลดน้ำหนัก

    โดยเฉพาะส้มแขกบดผงถือเป็นหนึ่งในสินค้าที่ได้รับความนิยมในกลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการลดความอ้วน การแปรรูปส้มแขก เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ถือเป็นต้นแบบที่ดีในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าในท้องถิ่น

    ทั้งผลิตภัณฑ์แปรรูปจากส้มแขกสามารถตอบสนองความต้องการของตลาดคนรักสุขภาพทั้งในและต่างประเทศ ถือเป็นตลาดเฉพาะ หรือ Niche Market ที่มีกำลังซื้อสูง มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง

    การส่งออกสมุนไพรไทย 7 เดือนแรก ปี 2563 อยู่ที่ 10.3 ล้านเหรียญสหรัฐ

    ปัจจุบันสินค้าสมุนไพร และสารสกัดจากสมุนไพรของไทยได้รับการยกเว้นไม่ถูกเก็บภาษีนำเข้าจากประเทศคู่เอฟทีเอ 16 ประเทศ ได้แก่ อาเซียน ญี่ปุ่น จีน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ชิลี เปรู และฮ่องกง แต่มี 2 ประเทศที่ยังคงเก็บภาษีนำเข้าสินค้าสมุนไพรจากไทยในบางรายการ คือ เกาหลีใต้ เก็บภาษีนำเข้าโสมและสารสกัดจากโสม ที่อัตราระหว่าง 178.2-603.4% และอินเดีย เก็บภาษีนำเข้าสมุนไพรที่อัตรา 30%

    สำหรับมูลค่าการส่งออกสมุนไพรของไทยในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2563 (ม.ค.-ก.ค.) อยู่ที่ 10.3 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 58.38% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า ซึ่งตลาดที่มีการเติบโตสูงสุด ได้แก่ เวียดนาม ขยายตัว 388.23% จีน ขยายตัว 109.78% และบังคลาเทศ ขยายตัว 69.36%