Tuesday, October 20, 2020
More

    แบงก์ชาติเผยคนไทยใช้พร้อมเพย์รวม 55.1 ล้านไอดี มียอดใช้จ่ายสูงสุด 20 ล้ายรายการต่อวัน

    ธนาคารแห่งประเทศไทย เผยจำนวนผู้ใช้ระบบพร้อมเพย์รวม 55.1 ล้านไอดี ยอดใช้สูงสุด 20 ล้านรายการต่อวัน ขณะที่คิวอาร์โค้ด เพย์เมนต์ มีสูงถึง 6 ล้านไอดี สวนทางการทำธุรกรรมทางการเงินแบบเดิมๆ แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยโดยรวมเริ่มปรับตัวเข้าสู่โลกดิจิทัลเพิ่มมากขึ้น

    โควิด-19 ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เร็วขึ้นกว่าเดิม

    นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในงาน Bangkok Fintech Fair 2020 ระบุว่าสถานการณ์ของโรคโควิด-19 คล้ายกับการกดปุ่ม Fast Forward ทำให้หลายอย่างที่คิดว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลง มีเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้นกว่าเดิมมาก โดยเฉพาะการปรับตัวเข้าสู่โลกดิจิทัล


    ซึ่งหลังสถานการณ์โควิด-19 ที่เป็นชีวิตวิถีใหม่สำหรับทุกคน ทั้งประชาชน รวมถึงภาคธุรกิจ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เลยคือเทคโนโลยีดิจิทัลจะเข้ามาเป็นกลไลสำคัญ ที่ไม่ว่าจะเป็นภาคประชาชน หรือภาคธุรกิจก็ต้องเร่งปรับตัวเข้าสู่โลกใหม่โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นหลักในการปรับตัว ซึ่งการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลจะช่วยลดต้นทุน ไปพร้อมๆ กับช่วยยกระดับรูปแบบการทำธุรกิจของตัวเองได้

    ในช่วงที่มีการล็อกดาวน์ เทคโนโลยีดิจิทัลก็มีบทบาทสำคัญ การที่เราต้องรักษาระยะห่างทางสังคม ไม่สามารถติดต่อ พบปะทำธุรกิจกันได้แบบเดิม จะเห็นได้ชัดว่าที่ผ่านมาธุรกิจไหนที่ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ก็สามารถก้าวข้ามความยากลำบากในช่วงเวลานั้นๆ และนำไปสู่การปรับตัวได้

    คนไทยใช้ระบบพร้อมเพย์ 55.1 ล้านไอดี ยอดใช้จ่ายสูงสุด 20 ล้านรายการต่อวัน

    ธนาคารแห่งประเทศไทย ตระหนักถึงความสำคัญในการที่จะส่งเสริมให้เกิดการปรับตัวเข้าสู่โลกดิจิทัล ซึ่งจะต้องทำให้เร็ว และกว้างไกลกว่าเดิม ในช่วงที่ผ่านมาเรามีนวัตกรรมทางการเงินหลายอย่างเกิดขึ้น ซึ่งเป็นกลไกที่สำคัญที่จะช่วยให้เกิดดิจิทัล ทรานฟอร์เมชันในวงกว้าง อาทิ การทำระบบการชำระเงินแบบพร้อมเพย์ ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อ 4 ปีที่ผ่านมา ขณะนี้ได้รับการยอมรับจากประชาชนในวงกว้าง มีผู้ที่ลงทะเบียนกับพร้อมเพย์ ทั้งเลขบัตรประชาชน หมายเลขโทรศัพท์ และเลขประจำตัวนิติบุคคล สูงถึง 55.1 ล้านไอดี และมียอดการใช้งานที่ทำลายสถิติใหม่อยู่เรื่อยๆ สูงสุด 20 ล้านรายการต่อวัน

    ขณะที่คิวอาร์โค้ดเพย์เมนต์ ซึ่งเป็นการต่อยอดมาจากระบบพร้อมเพย์ ซึ่งในช่วงล็อกดาวน์จากสถานการณ์โควิด-19 มีผู้ใช้คิวอาร์โคดสำหรับการชำระเงินเพิ่มสูงขึ้นมาก โดยปัจจุบันมียอดการจ่ายเงิน-รับชำระเงิน สูงถึง 6 ล้านไอดี

    การทำธุรกรรมแบบเดิมลดลง จากที่ไทยเริ่มปรับตัวสู่โลกดิจิทัล

    นอกจากนี้ นายวิรไท สันติประภพ ยังเปิดเผยว่า การที่เราค่อยๆ ปรับตัวใช้ระบบพร้อมเพย์ ได้ส่งผลให้การทำธุรกรรมการชำระเงินแบบเดิม ทั้งการใช้เช็ค การเบิกเงินสดจากตู้ ATM หรือการทำธุรกรรมเบิก-ถอนเงินสดที่สาขาธนาคารพาณิชย์ลดลงเรื่อยๆ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดี ที่แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยโดยรวมเริ่มปรับตัวเข้าสู่โลกดิจิทัลเพิ่มมากขึ้น

    ซึ่งธุรกิจใดก็ตามที่หันมาใช้ระบบพร้อมเพย์ คิวอาร์โค้ด หรือดิจิทัลเพย์เมนต์ สามารถทำธุรกิจได้ต่อเนื่องในช่วงที่มีการล็อกดาวน์จากสถานการณ์โควิด-19 และเป็นการขยายโอกาสทางธุรกิจเพิ่มขึ้นด้วย จากจำนวนผู้บริโภค รวมถึงตลาดใหม่ๆ ที่สามารถเข้าถึงได้ด้วยช่องทางการค้าขายแบบออนไลน์

    FinTech มีความสำคัญกับโลกยุคใหม่ที่มีความเป็นดิจิทัลมากขึ้น

    ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้จัดงาน Bangkok FinTech Fair 2020 ขึ้นภายใต้แนวคิด “Digital Transformation for the New Normal: พร้อมรับวิถีใหม่ SME ก้าวต่อไปด้วยดิจิทัล” ซึ่งเป็นงานที่ธนาคารแห่งประเทศไทยจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน เพื่อส่งเสริมให้ประชาชน ภาคธุรกิจ ได้ตระหนักถึงความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องเทคโนโลยีทางการเงินสมัยใหม่ และจะส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือของผู้ให้บริการที่หลากหลายในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีทางการเงิน หรือ FinTech ซึ่งมีความสำคัญกับโลกยุคใหม่ ที่มีความเป็นโลกดิจิทัลมากขึ้น รวมทั้งจะเพิ่มโอกาสใหม่ๆ ในการทำธุรกิจ ทั้งธุรกิจที่เป็นสถาบันการเงิน และธุรกิจอื่นๆ รวมทั้งจะช่วยให้ประชาชนทั่วไป สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินที่ถูกลง ต้นทุนที่ถูกลง และมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น ที่สำคัญจะช่วยให้การบริหารความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับทางการเงินมีประสิทธิภาพสูงขึ้นด้วย

    ซึ่งในปีนี้การจัดงาน Bangkok FinTech Fair 2020 ได้มีการปรับให้สอดคล้องกับสถานการณ์เนื่องจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จึงเลือกที่จะจัดงานในลักษณะ Virtual Conference แทนการเข้ามาพบปะกันที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเหมือนทุกปีที่ผ่านมา