เผยสัดส่วนคนว่างงานหลังคลายล็อกดาวน์เหลือร้อยละ 10.1 แต่แผลเป็นทางเศรษฐกิจยังน่าห่วง

รายงาน “จากปิดเมืองสู่ฟื้นฟู : วิกฤตการว่างงาน บาดแผลทางเศรษฐกิจ สู่การสร้างงานและศักยภาพแรงงานในระยะยาว” ของ TDRI พบแม้สัดส่วนคนว่างงานจะลดน้อยลง แต่สภาพเศรษฐกิจ และการใช้ชีวิตของคนไทยหลังจากนี้ยังน่าเป็นห่วง

Gen-Z ต้องเผชิญความเสี่ยงในการตกงานมากสุดช่วงล็อกดาวน์

เริ่มจากการตกงานเพราะมาตรการล็อกดาวน์ พบว่าหลังจากที่รัฐบาลไทยประกาศ ‘ล็อกดาวน์’ ส่งผลให้มีคนตกงาน ว่างงาน ไม่มีงานทำอย่างฉับพลัน สูงถึงร้อยละ 16.8 ของกำลังแรงงาน (ไม่นับข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ) และจากการวิเคราะห์เพิ่มเติมเพื่อเสาะหาว่ากลุ่มคนที่มีงานทำก่อนโควิด-19 ลักษณะใดมีความเสี่ยงตกงานในช่วงล็อกดาวน์มากที่สุด พบว่าเยาวชนอายุ 15-24 ปี (Gen-Z) และผู้ทำอาชีพรับจ้างทั่วไปไม่ประจำ (ลูกจ้างรายวัน/ผู้รับเหมาช่วง) เป็นผู้มีความเสี่ยงในการตกงานมากสุด


สัดส่วนคนว่างงานช่วงคลายล็อกดาวน์ น้อยลงเหลือร้อยละ 10.1

ทั้งนี้ การที่ไทยสามารถควบคุมการระบาดภายในประเทศได้อย่างดีเยี่ยม ส่งผลให้เศรษฐกิจเริ่มกลับมาหมุนเวียนฟื้นตัวได้อีกครั้งจากการคลายล็อกดาวน์เป็นระยะ

และการสำรวจครั้งที่สองในช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2563 หรือช่วงคาบต่อระหว่างคลายล็อกระยะ 4-5 ซึ่งอนุญาตให้เกือบทุกประเภทธุรกิจรวมถึงสนามกีฬาและสถานบันเทิงสามารถกลับมาเปิดกิจการได้ พบว่าสัดส่วนคนว่างงานน้อยลงเหลือร้อยละ 10.1 หรือประมาณ 3.4 ล้านราย

ผู้ประกอบการเผยยอดขายลดลงมากขึ้น หลังคลายล็อกดาวน์

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขสัดส่วนว่างงานที่นำเสนอมาข้างต้นอาจมีความคลาดเคลื่อนไปบ้าง เพราะมาจากการวิเคราะห์ผลสำรวจแบบออนไลน์ที่อาจไม่ครอบคลุมแรงงานที่เข้าไม่ถึงอินเทอร์เน็ต แต่ก็น่าจะพอสรุปได้ว่า “สัดส่วนคนว่างงานน้อยลงตามลำดับการเปิดเมือง”

นอกจากนั้นผลกระทบต่อผู้ประกอบการก็น้อยลงจาการที่มีคนตอบว่า ‘เลิกขาย/ปิดกิจการ’ น้อยลง แต่ในขณะเดียวกันกลับพบคำตอบว่า ‘ยอดขายลดลง’ มากขึ้นเมื่อเทียบระหว่างสองช่วงเวลาสำรวจ

ซึ่งยอดขายที่น้อยลงสะท้อนปัญหาด้านอุปสงค์ที่ยังไม่ฟื้นตัวดีนัก เมื่อผนวกกับความไม่แน่นอนสูงของภาวะเศรษฐกิจในอนาคต มีผลทำให้การจ้างงานมีแนวโน้มเป็นแบบไม่เต็มเวลามากยิ่งขึ้น 2 (สลับหรือลดวันทำงาน) และหมายความว่าต่อให้การว่างงานลดน้อยลง รายได้ของผู้ที่กลับมามีงานทำอาจจะไม่ได้เท่าเดิมก่อนช่วงโควิด-19 ระบาด

แผลเป็นทางเศรษฐกิจ ผลกระทบถาวรหลังโควิด-19

แผลเป็นทางเศรษฐกิจ (economic scar) หมายถึงผลกระทบเชิงลบที่จะไม่จางหายไปแม้ว่าการระบาดของโควิด-19 และมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมจะหายไปแล้วก็ตาม

อย่างการจ้างงานที่อาจเกิดแผลเป็นทางเศรษฐกิจในหลายรูปแบบ เช่น
– Gen Z (15-24 ปี) ซึ่งส่วนหนึ่งกำลังอยู่ในช่วงวัยเรียน และอีกส่วนหนึ่งเริ่มทยอยเรียนจบและออกมาเป็นกำลังแรงงานเต็มตัว จะมีปัญหาในการหางานทำ เพราะเอกชนมีการชะลอการจ้างงาน

และยิ่งช่วงเวลาที่ไม่สามารถหางานทำได้ยืดเยื้อไปนานเท่าไหร่ บัณฑิตจบใหม่จะยิ่งขาดโอกาสพัฒนาและสะสมทักษะ พลาดโอกาสที่จะเติบโตในหน้าที่การงาน และได้รับรายได้มากขึ้นตามประสบการณ์ทำงาน กลายเป็นแผลเป็นระยะยาวแก่บัณฑิตรุ่นโควิด-19 เหล่านี้ เป็นต้น

โควิด-19 ส่งผลกระทบเชิงลบไปถึงคนรุ่นลูกหลาน

ผลกระทบของโควิด-19 ยังสามารถส่งผ่านไปถึงคนรุ่นลูกหลานต่อได้ จากคู่สมรสในครัวเรือนรายได้น้อย ซึ่งมักจะประกอบอาชีพในลักษณะคล้ายกัน หมายความว่าทั้งคู่มีโอกาสที่รายได้จะสูญหายในช่วงล็อกดาวน์ และซ้ำร้ายเสี่ยงถูกเลิกจ้างพร้อมกันเพราะพิษเศรษฐกิจ

ส่งผลโดยตรงกับความเป็นอยู่ของคนในครอบครัวทั้งในด้านสุขภาพและโภชนาการ ที่สำคัญการลงทุนด้านการศึกษาของบุตรหลานอาจลดลง ขาดการเรียนหรือการบำรุงโภชนาการที่เหมาะสม ขยายความเหลื่อมล้ำในด้านทุนมนุษย์ (Human capital)

ลดศักยภาพในการขยับสถานะระหว่างรุ่น (Intergenerational mobility) และบางครอบครัวที่มีรายได้ค่อนข้างน้อยอาจติดกับดักวัฏจักรความยากจน (Poverty cycle) ในท้ายที่สุด

รัฐต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ให้รับกับโลกที่เปลี่ยนไปหลังโควิด-19

การสร้างงานและส่งเสริมศักยภาพแรงงานในระยะยาว เราอาจกำหนดเป้าหมายของนโยบายแรงงานออกเป็น 3 เป้าหมาย

1.เยียวยาแรงงานที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดและมาตรการควบคุม
2.ฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจ
3.ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับโลกที่เปลี่ยนไปหลังโควิด-19

จะพบว่ามาตรการในปัจจุบันของไทยมุ่งเน้นที่เป้าหมายแรก และเป้าหมายที่สอง ซึ่งนโยบายอีกด้านที่ควรเร่งดำเนินการ คือการลดผลกระทบต่อครัวเรือนรายได้น้อยและผลกระทบข้ามรุ่น ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่าวิกฤตโควิดสามารถส่งผลกระทบสู่คนรุ่นลูกหลานผ่านการลงทุนที่ลดลงด้านการศึกษาและคุณภาพโภชนาการได้

ดังนั้นรัฐควรปรับปรุงนโยบายการคุ้มครองทางสังคมให้มีความครอบคลุมและเพียงพอมากขึ้น เช่น

– ระบบประกันสังคมที่ดูแลภาวะว่างงานของแรงงานนอกระบบไม่ได้
– เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดที่ยังไม่ถ้วนหน้า
– บัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ตกหล่นคนยากจนที่แท้จริง ฯลฯ

โครงสร้างเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการแก้ไข เพื่อที่จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังในยามเกิดวิกฤต และสร้างการเติบโตอย่างทั่วถึง (inclusive growth) ในอนาคตทั้งระหว่างและหลังวิกฤติโควิด-19ได้