Thursday, October 29, 2020
More

    วัสดุฐานลงเกาะตัวอ่อนปะการัง นวัตกรรมความหวังในการฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลของไทย

    อ่านการสานต่อนวัตกรรมการพัฒนารูปแบบวัสดุฐานลงเกาะตัวอ่อนปะการัง อนาคตการฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเล และชายฝั่งของไทยอย่างยั่งยืน

    เอสซีจี – ทช. – จุฬาฯ ร่วมมือพัฒนาวัสดุฐานลงเกาะตัวอ่อนปะการัง

    ด้วยความร่วมมือของเอสซีจี ร่วมกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่นำเทคโนโลยี 3D Cement Printing มาพัฒนากับวัสดุ Advanced Materials ขึ้นรูปการพิมพ์แบบ 3 มิติ


    เกิดเป็นวัสดุฐานลงเกาะตัวอ่อนปะการัง อันเป็นต้นแบบที่มีความกลมกลืนเสมือนจริงใกล้เคียงธรรมชาติ เป็นอีกหนึ่งแนวทางในการฟื้นฟูทรัพยากร และระบบนิเวศทางทะเล ซึ่งความร่วมมือนี้ครอบคลุมไปถึงการศึกษา วิจัย ติดตามผลตามแนวทางการฟื้นฟูระบบนิเวศแนวปะการัง และทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง

    การเสวนาเรื่อง “การพัฒนารูปแบบวัสดุเพื่อใช้ในการฟื้นฟูแนวปะการังด้วยเทคโนโลยี 3D Cement Printing”

    โดยหัวข้อเสวนา การพัฒนารูปแบบวัสดุเพื่อใช้ในการฟื้นฟูแนวปะการังด้วยเทคโนโลยี 3D Cement Printing ในงาน Thailand Sustainability Expo 2020 (TSX 2020) ที่พูดคุยกัน จะมี
    – นายอุกกฤต สตภูมินทร์ ผู้อำนวยการกองอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล
    กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
    – รศ.สพ.ญ.ดร.นันทริกา ชันซื่อ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคสัตว์น้ำ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิยาลัย
    – นายชนะ ภูมี Vice President ธุรกิจ Cement and Construction Solution จากเอสซีจี

    การดำเนินการฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลของทช.

    นายอุกกฤต สตภูมินทร์ กล่าวว่า “ตลอดเวลาที่ผ่านมา กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ได้ดำเนินการฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลมาอย่างต่อเนื่องผ่านการดำเนินกิจกรรม โครงการ และการกำหนดมาตรการต่าง ๆ ซึ่งช่วยให้ทรัพยากรทางทะเลกลับมาสมบูรณ์ แต่เนื่องจากทะเลมีพื้นที่กว้างใหญ่ จึงต้องทำงานร่วมมือกับองค์กรพันธมิตร เครือข่ายประชาชน”

    “ด้วยการดำเนินการฟื้นฟูปะการังอย่างต่อเนื่อง อย่างการพัฒนาวัสดุในรูปแบบปะการังเทียม แต่รูปแบบที่ดำเนินการยังไม่กลมกลืนกับสภาพแวดล้อมธรรมชาติ และยังคงต้องปรับรูปแบบปะการังเทียมให้มีประสิทธิผล สำหรับการลงเกาะของตัวอ่อนปะการัง ทช. ได้ร่วมมือกับเอสซีจี และจุฬาฯ ในการจัดทำโครงการพัฒนารูปแบบฐานลงเกาะตัวอ่อนปะการัง ซึ่งมีรูปทรงคล้ายคลึงปะการังธรรมชาติ และมีความเหมาะสมกับการลงเกาะของตัวอ่อนปะการัง”

    “นวัตปะการัง” รูปแบบของวัสดุลงเกาะตัวอ่อนปะการัง จาก 3D Cement Printing

    รศ.สพ.ญ.ดร.นันทริกา ชันซื่อ กล่าวว่า “ปะการังเทียมที่มีในปัจจุบันมีหลายรูปแบบ ซึ่งยังไม่มีผลการศึกษาอย่างแน่ชัดว่ารูปแบบใดเหมาะสม สามารถช่วยฟื้นฟูปะการังได้เห็นผลจริงอย่างยั่งยืน คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ จึงได้พัฒนารูปแบบของวัสดุลงเกาะตัวอ่อนปะการัง ในชื่อว่า “นวัตปะการัง” ด้วยเทคโนโลยี 3D Cement Printing ขึ้นรูปวัสดุได้เสมือนจริง และกลมกลืนกับสภาพแวดล้อมในท้องทะเล”

    “พร้อมด้วยทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญในการศึกษาข้อมูล วิจัย ออกแบบ และสำรวจพื้นที่ หลังจากที่ได้วัสดุที่ผลิตจาก 3D Cement Printing จากเอสซีจี ทีมงานได้ทดสอบประเมินผลหลายด้าน เช่น
    – การทดสอบการต้านกระแสน้ำ
    – การจมตัว
    – การทดสอบการลงเกาะของตัวอ่อนปะการัง
    – ความคุ้นเคยของสิ่งมีชีวิตใต้ทะเล
    รวมถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เป็นต้น”

    “ซึ่งหลังจากทดลองนำไปวางจริง และติดตามประเมินผล พบว่าผลลัพธ์ถือว่าเป็นที่น่าพอใจ นอกจากนี้ยังมองไปถึงอนาคตในการพัฒนารูปแบบปะการังเทียมเหล่านี้ให้มีประโยชน์มากขึ้น เช่น สามารถใช้เป็นที่ติดทุ่นเก็บข้อมูลคุณภาพน้ำของทช. ซึ่งปกติแล้วจะต้องไปติดทุ่นที่ปะการังธรรมชาติ หากทำได้ก็จะลดผลกระทบและการรบกวนปะการังธรรมชาติได้เป็นอย่างมาก”

    การพัฒนาสูตรปูนซีเมนต์ เพื่อเอามาทำฐานลงเกาะของตัวอ่อนปะการังธรรมชาติ

    นายชนะ ภูมี กล่าวว่า “แนวคิดในความร่วมมือพัฒนารูปแบบวัสดุฐานลงเกาะของตัวอ่อนปะการัง นับเป็นอีกแนวทางในการฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งของไทย ด้วยเทคโนโลยี 3D Cement Printing ซึ่งความร่วมมือระหว่างเอสซีจี ทช. และจุฬาฯ ในครั้งนี้ เอสซีจีได้นำเอาเทคโนโลยีการขึ้นรูป 3D Cement Printing ร่วมกับการพัฒนาสูตรปูนซีเมนต์ขึ้นเองที่มาจากเศษคอนกรีตจากการรื้อถอนอาคารเป็นส่วนผสมทดแทนหินปูน ด้วยวิธีการฉีดขึ้นรูปเป็นฐานลงเกาะของตัวอ่อนปะการังธรรมชาติ”

    “ซึ่งไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตในทะเล และมีความกลมกลืนกับธรรมชาติ โดยความร่วมมือทั้ง 3 ฝ่าย ได้ร่วมกันศึกษาทดลอง ปรับปรุงพัฒนาการออกแบบการขึ้นงาน เพื่อให้เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ประเทศไทยจะใช้เป็นต้นแบบในการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลของไทย คืนความสมบูรณ์ให้แหล่งที่อยู่อาศัยและเพาะพันธุ์สัตว์ทะเล หรือต่อยอดแนวคิดในการพัฒนาเป็นแหล่งปะการังทดแทนสำหรับการท่องเที่ยว ลดการรบกวนปะการังธรรมชาติให้มากที่สุด”