เดินทางสู่ความน่าสนใจกับ 9 สิ่งน่ารู้ของบัตรแรบบิท บัตรสามัญประจำกระเป๋า ที่ทำให้การใช้ชีวิตในเมืองกรุง ราบรื่นขึ้นไม่เบา
1.การเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะต่าง ๆ ผ่าน “บัตรแรบบิท”

บัตรแรบบิทไม่เพียงชำระค่าโดยสารรถไฟฟ้าบีทีเอสได้เท่านั้น แต่ยังครอบคลุม
การเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะอื่น ๆ ในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ได้แก่
รถโดยสารประจำทาง
– รถโดยสารด่วนพิเศษบีอาร์ที
– รถโดยสารสมาร์ทบัส
สาย 104 (ปากเกร็ด-หมอชิต 2)
สาย 147 (วงกลมเคหะธนบุรี)
สาย 150 (ปากเกร็ด-บางกะปิ)
สาย 167 (เคหะธนบุรี-สวนลุมพินี)
– RTC เชียงใหม่ ซิตี้บัส
สาย R1, R2 และ R3
– ภูเก็ต สมาร์ทบัส
– ไมโครบัส Y70E หมอชิต-ศาลายา
– มินิบัสโพธิ์ทอง หาดใหญ่-สงขลา
เรือโดยสาร
– เจ้าพระยาทัวร์ริสท์โบ๊ท (ธงฟ้า)
– เรือข้ามฟาก ท่าพระจันทร์-ท่ามหาราช
– เรือโดยสารคลองภาษีเจริญ
– เรือด่วนเจ้าพระยา (ธงแดง)
2.โปรโมชันรับปีที่ 9 กับ 49 แบรนด์ดัง

บัตรแรบบิทจัดโปรโมชันรับการก้าวเข้าสู่ปีที่ 9 โดยร่วมกับ 49 แบรนด์ดัง แบบถูกใจทั้งสายกิน สายชอป และสายหวาน ในราคาเริ่มต้น 9 บาท เพียงใช้บัตรชำระค่าสินค้าและบริการ เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 63 – 31 ธ.ค. 63
3.ช่องทางการเติมเงินในบัตร

ส่วนของการเติมเงินนั้น นอกจากเราจะสามารถเติมเงินที่ห้องจำหน่ายตั๋วโดยสารรถไฟฟ้า บีทีเอส ได้ทุกสถานีแล้ว ยังสามารถเติมเงินได้ที่ร้านค้าต่าง ๆ หรือผู้ให้บริการเติมเงินที่มีสัญลักษณ์เติมเงินของบัตรแรบบิทได้ด้วย อาทิ แมคโดนัลด์, เคอรี่ เอ็กซ์เพรส, เทสโก้ โลตัส เอ็กซ์เพรส, มินิบิ๊กซี, ลอว์สัน 108 รวมถึงศูนย์อาหารภายในศูนย์การค้าชั้นนำ ได้แก่ ศูนย์อาหารในเครือเดอะมอลล์ เครือซีพีเอ็น และอื่น ๆ อีกมากมาย เติมเงินได้ตั้งแต่ 100 บาทขึ้นไป โดยมูลค่ารวมในบัตรต้องไม่เกิน 4,000 บาท
4.ลงทะเบียนไว้ หมดปัญหาเรื่องบัตรหาย

ปัญหาเรื่องของการทำบัตรแรบบิทหาย ก็สามารถแก้ไขได้ง่าย ๆ เพียงโทรศัพท์ไประงับการใช้บัตรที่ศูนย์แรบบิท ฮอตไลน์ 02-617-8383 โดยเราสามารถขอคืนมูลค่าเงิน และเที่ยวเดินทางคงเหลือในบัตรได้ (ภายใต้เงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด)
เพราะบัตรแรบบิท มีนโยบายให้ผู้ถือบัตรทุกประเภท และทุกใบ ต้องลงทะเบียนยืนยันตัวตน (Know Your Customer หรือ KYC) ซึ่งทำได้ง่าย ๆ แค่นำบัตรประชาชน และบัตรแรบบิท ไปติดต่อที่ห้องจำหน่ายตั๋วโดยสารรถไฟฟ้าบีทีเอส ซึ่งบัตรประชาชนหนึ่งใบ ลงทะเบียนบัตรแรบบิทได้ไม่จำกัดจำนวน
5.การซื้อบัตรแรบบิทลายใหม่ผ่านช่องทางออนไลน์
สำหรับคนชอบสะสม ก็สามารถซื้อบัตรแรบบิทลายใหม่ได้ง่าย ๆ ผ่านช่องทางออนไลน์อย่างเป็นทางการของ Rabbit Card ได้ด้วย

6.บัตรแรบบิทจะออกคอลเลคชั่นพิเศษตลอดปี
เพราะบัตรจะมีคอลเลคชั่นที่มาพร้อมดีไซน์หน้าบัตรแบบพิเศษอาทิ Hello Kitty, Kumamon, Gandum & Zaku ฯลฯ ตลอดทั้งปี แบบไม่มีตกเทรนด์
7.คุณสมบัติของบัตรเดบิตและบัตรเครดิตที่มีตรา “แรบบิท”

ผู้ใช้งานที่มีบัตรเดบิตและบัตรเครดิตที่มีสัญลักษณ์ “แรบบิท” อยู่บนบัตร จะได้ฟังก์ชัน และสิทธิประโยชน์ เทียบเท่า “บัตรแรบบิท” ทุกประการ
8.อายุการใช้งานของบัตรแรบบิท

ด้านอายุการใช้งานของ “บัตรแรบบิท” จะพบว่าบัตรที่ไม่ได้ใช้งานเป็นระยะเวลาเกิน 2 ปีขึ้นไป จะไม่สามารถนำมาใช้งานได้ตามปกติ เนื่องจากบัตรอยู่ในสถานะ “Sleep” แต่เงินในบัตรจะยังคงอยู่เหมือนเดิม เพียงแค่เติมเงินเข้าใปในบัตรอีกครั้ง ก็สามารถใช้งานได้ตามปกติ
9.นัยของการ “ฟังหูไว้หู” ที่ปรากฎอยู่บนหน้าบัตรแรบบิท

มาที่คำถามยอดฮิต ที่น่าจะสะกิดใจผู้ใช้งานบัตรแรบบิทกันมานาน ว่าทำไม ‘น้องกระต่าย’ ถึงได้ทำหูตั้งข้างตกข้าง นั่นเป็นเพราะความหมายเชิงปรัชญาที่ซ่อนอยู่นั่นเอง โดยหูที่ตั้งและตก บ่งบอกถึงความฉลาดในการเปิดรับสิ่งต่าง ๆ รอบตัว
สะท้อนบุคลิกเชิงจิตวิทยาของกลุ่มเป้าหมายหลักที่เป็นคนรุ่นใหม่ มีความเป็นตัวของตัวเอง หลุดออกจากกรอบของการใช้ชีวิตภายใต้ความเชื่อเดิม ๆ พร้อมเปิดรับสิ่งใหม่ที่ดีกว่าบนหลักของเหตุผล และเลือกสิ่งที่เหมาะกับตัวเอง ตามสุภาษิตไทยที่ว่าไว้อย่าง “ฟังหูไว้หู” นั่นเอง
ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมของบัตรแรบบิท ได้ที่ http://www.rabbit.co.th หรือ FB : Rabbit Card


