กิโยตินกฎหมาย การยกเลิก-แก้ไขกฎระเบียบ ที่ลดค่าเสียโอกาส 1.3 แสนล้านบาท/ปี

มองประเด็นน่าคิด วิเคราะห์ความเห็นสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจของไทย ในงานเวทีสัมมนา “กิโยตินกฎหมาย: ฟื้นเศรษฐกิจได้ไม่ต้องใช้เงิน” จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)

เปิดตัวผู้ร่วมสัมมนาสาธารณะ “กิโยตินกฎหมาย: ฟื้นเศรษฐกิจได้ ไม่ต้องใช้เงิน”

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ร่วมกับหอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทย (JFCCT) และสมาคมการค้ายูโรเปียนเพื่อธุรกิจและการพาณิชย์ (EABC) จัดงานสัมมนาสาธารณะ “กิโยตินกฎหมาย: ฟื้นเศรษฐกิจได้ ไม่ต้องใช้เงิน” เพื่อนำเสนอแนวทางการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยแก่รัฐบาล โดยการ “กิโยตินกฎหมาย” (Regulatory Guillotine)


เพื่อยกเลิกหรือแก้ไขกฎระเบียบช่วยเอื้อให้เกิดการจ้างงาน ลดต้นทุนต่อการประกอบธุรกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศเพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยมีผู้ร่วมสัมนาดังนี้

ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกรรมการคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย และประธานกรรมการดำเนินการปฏิรูปกฎหมายในระยะเร่งด่วน
คุณปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา
คุณกิตติ ตั้งจิตรมณีศักดา รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
Mr. Robert Fox รองประธาน EABC และ JFCCT
ดร. กิรติพงศ์ แนวมาลี นักวิชาการอาวุโส TDRI ร่วมให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ
ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธาน TDRI เป็นผู้ดำเนินการสัมมนา

กิโยตินกฎหมาย คืออะไร ?

ดร. กิรติพงศ์ แนวมาลี : “กิโยตินกฎหมาย” เป็นการทบทวนกฎระเบียบที่เกี่ยวกับการอนุญาตทางราชการ เพื่อลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นหรือที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบอาชีพ และธุรกิจของประชาชน โดยเมื่อปี 2562 ทีดีอาร์ไอ และภาคีได้ทบทวนเนื้อหากฎระเบียบของ 16 กระทรวง แบ่งเป็นพระราชบัญญัติ 112 ฉบับ และอนุบัญญัติ 410 ฉบับ

กฎระเบียบทั้งหมดนี้สร้างต้นทุนขั้นต่ำของภาคประชาชน ภาคธุรกิจและภาครัฐจากการปฏิบัติตามกฎหมายโดยไม่จำเป็นรวม 2.79 แสนล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็นร้อยละ 0.85 ของจีดีพี ปี 2562

โครงการ “กิโยตินกฎหมาย” จึงมีข้อเสนอให้รัฐบาลแก้ไขพระราชบัญญัติ 39 ฉบับ และอนุบัญญัติ 120 ฉบับ หากดำเนินการได้จริงจะช่วยภาคธุรกิจและประชาชนลดต้นทุนจากกฎระเบียบ 1.3 แสนล้านบาทต่อปี

ข้อเสนอแนะของโครงการกิโยตินกฎหมายต่อรัฐบาลไทย

ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ : สำหรับประเทศไทยโครงการกิโยตินกฎหมายมีข้อเสนอให้รัฐบาลยกเลิกหรือแก้ไขกฎระเบียบที่ได้ศึกษาจำนวน 1,000 “กระบวนงาน” หากรัฐบาลทำตามข้อเสนอแนะดังกล่าว จะช่วยลดต้นทุนตรงและค่าเสียโอกาสของภาคธุรกิจได้ถึง 1.3 แสนล้านบาทต่อปี คิดเป็น 0.8% ของจีดีพี

ตัวอย่างแบบเป็นรูปธรรมของกิโยตินกฎหมาย

ดร. กิรติพงศ์ แนวมาลี : ตัวอย่างการช่วยธุรกิจภาคบริการ เช่น ธุรกิจสปาที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 หากมีการปรับปรุงกฎระเบียบของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพที่เกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนผู้ให้บริการสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ (พนักงานนวดสปา) จะช่วยลดต้นทุนการขออนุญาตและค่าเสียโอกาส 1.5 หมื่นล้านบาท

เพราะปัจจุบัน ผู้ต้องการขึ้นทะเบียนให้บริการฯ มีต้นทุนต้องเดินทางมาขออนุญาตที่ กทม. เท่านั้น และรออนุมัติการขึ้นทะเบียนจึงจะประกอบอาชีพได้อย่างถูกกฎหมาย

ทั้งนี้ อาชีพพนักงานนวดสปาเป็นแหล่งการจ้างงานอันดับต้นของคนไทยจำนวนไม่น้อย และมีการคาดการณ์ว่าหลังโควิด-19 คนไทยไม่น้อยอาจหันมาประกอบอาชีพนี้มากขึ้นเนื่องจากไม่สามารถหวนกลับไปทำงานในธุรกิจบริการอื่นที่ต้องปิดตัวลงจำนวนมาก”

เพราะกฎหมายเกี่ยวพันกับเศรษฐกิจโดยตรง

ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ : กฎหมายเกี่ยวพันกับเศรษฐกิจโดยตรง และยิ่งมีกฎหมายมาก ยิ่งเพิ่มต้นทุนในการประกอบกิจการและเพิ่มโอกาสคอร์รัปชันมากขึ้น วิธีแก้จึงต้องยกเลิกกฎหมายที่กระทบสิทธิเสรีภาพประชาชนทั้งหมด

สิ่งนี้ลดค่าใช้จ่ายและคอร์รัปชันโดยไม่ต้องใช้เงิน รวมถึงกฎหมายที่กีดกันการแข่งขันและการประกอบธุรกิจ หากยกเลิกได้จะช่วยให้ประชาชนมีโอกาสประกอบธุรกิจและหารายได้เพิ่มมากขึ้น ประเทศไทยจึงต้องผลักดัน “การกิโยตินกฎหมาย” ให้สำเร็จ

มุมมองของภาคราชการ ต่อแนวทางกิโยตินกฎหมาย

คุณปกรณ์ นิลประพันธ์ : ในมุมของภาคราชการ ที่ผ่านมารัฐบาลมีความพยายามพัฒนากฎหมาย โดยคณะกรรมการพัฒนากฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาถูกตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2535 เพื่อเน้นพัฒนาคุณภาพของเนื้อหากฎหมายและการบังคับใช้กฎหมาย ต่อมาในปี 2548 รัฐบาลได้จัดตั้ง “คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ” โดยเปลี่ยนการทำงานจากการมองเฉพาะด้านกฎหมาย เป็นการหันไปใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์มากขึ้น

ที่ผ่านมาภาคราชการมองไม่เห็นปัญหาของการออกกฎหมาย เพราะไม่เคยต้องคำนวณต้นทุนของการต้องปฏิบัติตามกฎหมาย มีแต่เพียงการทำหน้าที่ของบประมาณสำหรับขั้นตอนการออกกฎหมายว่าต้องใช้เท่าไรเท่านั้น

ในขณะที่ภาคเอกชนต้องคำนึงถึงภาระต้นทุนและความคุ้มค่าเสมอ การออกกฎระเบียบของภาครัฐหลายเรื่องไม่ได้คำนึงถึงประชาชนเป็นศูนย์กลาง แต่เพื่อให้ตนเองทำงานได้สะดวกเป็นหลัก

ด้วยเหตุนี้ในปี 2558 รัฐบาลจึงเริ่มมีแนวความคิดว่าต้องมีการทบทวนเรื่องนี้อย่างจริงจัง สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาจึงผลักดันให้นำเครื่องมือเพื่อจัดการกับกฎระเบียบเรียกว่า RIA (Regulatory Impact Assessment) มาใช้ ซึ่งเป็นการวิเคราะผลกระทบก่อนออกกฎหมาย และเพิ่มเติมเรื่อง “กิโยตินกฎหมาย” สำหรับกฎหมายที่บังคับใช้อยู่ก่อนแล้ว ทั้งสองเรื่องนี้เป็นแนวทางตามมาตรฐาน OECD และได้บรรจุไว้ในมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญฯ ปี 2560

การลดต้นทุนจากกฎระเบียบของผู้ประกอบการคือทางรอด

คุณกิตติ ตั้งจิตรมณีศักดา : ในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจภาคเอกชนไม่อาจเพิ่มยอดขายได้ ทางรอดหนึ่งที่เหลือคือการลดต้นทุนการประกอบการ ต้นทุนสำคัญประเภทหนึ่งที่ลดได้ยากคือต้นทุนจากกฎระเบียบ ส่วนหนึ่งเกิดจากกฎระเบียบและใบอนุญาตที่ไม่มีวัตถุประสงค์ชัดเจน และไม่เข้ากับสภาพเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน โดยเฉพาะในภาวะวิกฤตโควิด-19

โดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ช่วยสนับสนุนการปฏิรูปกฎระเบียบ โดยจัดสรรงบประมาณเพื่อจ้างที่ปรึกษาต่างชาติในโครงการปรับปรุงอันดับ Ease of Doing Business เป็นเงิน 13 ล้านบาท ตลอดระยะเวลาการดำเนินงาน 4 เดือน

และอีก 12 ล้านบาทสำหรับการดำเนินโครงการ “กิโยตินกฎหมาย” ซึ่งสมทบกับงบประมาณภาครัฐที่ออกเงินอีก 30 ล้านบาทเพื่อจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจมีบุคลากรรวม 50 คน ระยะเวลาการดำเนินงาน 8 เดือน ต่อไปนี้ หากประเทศไทยจะดำเนินโครงการกิโยตินกฎหมาย ไม่มีความจำเป็นต้องจ้างที่ปรึกษาต่างชาติอีก เพราะเรามีองค์ความรู้ที่จะทำได้เองแล้ว

รัฐควรเร่งให้มีการปฏิรูปกฎหมายอย่างเร่งด่วน

Mr. Robert Fox วิทยากรผู้เข้าร่วมผ่าน webinar : นับเป็นความจำเป็นที่รัฐควรเร่งให้มีการปฏิรูปกฎหมายอย่างเร่งด่วน (Fast Track Regulatory Reform) ในช่วงเวลาวิกฤติเช่นนี้ ซึ่งประโยชน์ที่จะได้นั้นไม่ได้มีเพียงการลดต้นทุนของประชาชนและธุรกิจเท่านั้น

แต่ยังลดต้นทุนของภาครัฐเองด้วย และทำให้ภาครัฐใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

3 องค์ประกอบหนุนให้ กิโยตินกฎหมาย ประสบผลสำเร็จ

ดร.กิรติพงศ์ แนวมาลี : การที่กิโยตินกฎหมายจะสำเร็จได้ต้องอาศัยปัจจัยสนับสนุน 3 องค์ประกอบ ได้แก่
1.ต้องมีคู่มือเพื่อเป็นแนวทาง เป้าหมาย และลำดับความสำคัญของเรื่องที่จะปฏิรูป
2.มีส่วนร่วมจากภาคธุรกิจและภาคประชาชน
3.พิจารณาปฏิรูปกฎระเบียบลำดับรอง มากกว่ากฎหมายระดับพระราชบัญญัติ

กิโยตินกฎหมายจะมีประสิทธิภาพ ต้องฟังเสียงเรียกร้องจากประชาชน

ศ.กิตติคุณ ดร. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ : ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้การทำกิโยตินกฎหมายสำเร็จได้นั้นประกอบไปด้วย

1.ต้องมีเจ้าภาพที่ชัดเจน ซึ่งแม้ว่าปัจจุบันสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาจะเริ่มนำไปปฏิบัติแล้ว แต่ที่ผ่านมายังดำเนินการแบบเชิงรับ เพราะมีงานเต็มมือทั้งตรวจร่างกฎหมาย ให้คำปรึกษาหน่วยงานรัฐ และรับเรื่องร้องเรียน ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องตั้ง “คณะกรรมการดำเนินการปฎิรูปกฎหมายในระยะเร่งด่วน” เพื่อทำงานเชิงรุก

2.ต้องมีองค์ความรู้และงบประมาณ

3.ต้องดึงคนเกี่ยวข้องมาร่วม เช่น ราชการ เอกชน ฝ่ายวิชาการ รวมถึงผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ อาทิ สำนักงานที่ปรึกษากฎหมาย ให้เข้าไปพิจารณากฎหมายใน 20 กระทรวง และปฏิรูปกฎหมายเพื่อรับสถานการณ์หลังโควิด

4.ต้องมีความตั้งใจจริงจากฝ่ายการเมือง ( political will) เพื่อให้มีการ “ขันชะเนาะ”

5.ต้องฟังเสียงเรียกร้องจากประชาชน