Thursday, November 26, 2020
More

    กิโยตินกฎหมาย การยกเลิก-แก้ไขกฎระเบียบ ที่ลดค่าเสียโอกาส 1.3 แสนล้านบาท/ปี

    มองประเด็นน่าคิด วิเคราะห์ความเห็นสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจของไทย ในงานเวทีสัมมนา “กิโยตินกฎหมาย: ฟื้นเศรษฐกิจได้ไม่ต้องใช้เงิน” จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)

    เปิดตัวผู้ร่วมสัมมนาสาธารณะ “กิโยตินกฎหมาย: ฟื้นเศรษฐกิจได้ ไม่ต้องใช้เงิน”

    สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ร่วมกับหอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทย (JFCCT) และสมาคมการค้ายูโรเปียนเพื่อธุรกิจและการพาณิชย์ (EABC) จัดงานสัมมนาสาธารณะ “กิโยตินกฎหมาย: ฟื้นเศรษฐกิจได้ ไม่ต้องใช้เงิน” เพื่อนำเสนอแนวทางการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยแก่รัฐบาล โดยการ “กิโยตินกฎหมาย” (Regulatory Guillotine)


    เพื่อยกเลิกหรือแก้ไขกฎระเบียบช่วยเอื้อให้เกิดการจ้างงาน ลดต้นทุนต่อการประกอบธุรกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศเพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยมีผู้ร่วมสัมนาดังนี้

    ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกรรมการคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย และประธานกรรมการดำเนินการปฏิรูปกฎหมายในระยะเร่งด่วน
    คุณปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา
    คุณกิตติ ตั้งจิตรมณีศักดา รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
    Mr. Robert Fox รองประธาน EABC และ JFCCT
    ดร. กิรติพงศ์ แนวมาลี นักวิชาการอาวุโส TDRI ร่วมให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ
    ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธาน TDRI เป็นผู้ดำเนินการสัมมนา

    กิโยตินกฎหมาย คืออะไร ?

    ดร. กิรติพงศ์ แนวมาลี : “กิโยตินกฎหมาย” เป็นการทบทวนกฎระเบียบที่เกี่ยวกับการอนุญาตทางราชการ เพื่อลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นหรือที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบอาชีพ และธุรกิจของประชาชน โดยเมื่อปี 2562 ทีดีอาร์ไอ และภาคีได้ทบทวนเนื้อหากฎระเบียบของ 16 กระทรวง แบ่งเป็นพระราชบัญญัติ 112 ฉบับ และอนุบัญญัติ 410 ฉบับ

    กฎระเบียบทั้งหมดนี้สร้างต้นทุนขั้นต่ำของภาคประชาชน ภาคธุรกิจและภาครัฐจากการปฏิบัติตามกฎหมายโดยไม่จำเป็นรวม 2.79 แสนล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็นร้อยละ 0.85 ของจีดีพี ปี 2562

    โครงการ “กิโยตินกฎหมาย” จึงมีข้อเสนอให้รัฐบาลแก้ไขพระราชบัญญัติ 39 ฉบับ และอนุบัญญัติ 120 ฉบับ หากดำเนินการได้จริงจะช่วยภาคธุรกิจและประชาชนลดต้นทุนจากกฎระเบียบ 1.3 แสนล้านบาทต่อปี

    ข้อเสนอแนะของโครงการกิโยตินกฎหมายต่อรัฐบาลไทย

    ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ : สำหรับประเทศไทยโครงการกิโยตินกฎหมายมีข้อเสนอให้รัฐบาลยกเลิกหรือแก้ไขกฎระเบียบที่ได้ศึกษาจำนวน 1,000 “กระบวนงาน” หากรัฐบาลทำตามข้อเสนอแนะดังกล่าว จะช่วยลดต้นทุนตรงและค่าเสียโอกาสของภาคธุรกิจได้ถึง 1.3 แสนล้านบาทต่อปี คิดเป็น 0.8% ของจีดีพี

    ตัวอย่างแบบเป็นรูปธรรมของกิโยตินกฎหมาย

    ดร. กิรติพงศ์ แนวมาลี : ตัวอย่างการช่วยธุรกิจภาคบริการ เช่น ธุรกิจสปาที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 หากมีการปรับปรุงกฎระเบียบของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพที่เกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนผู้ให้บริการสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ (พนักงานนวดสปา) จะช่วยลดต้นทุนการขออนุญาตและค่าเสียโอกาส 1.5 หมื่นล้านบาท

    เพราะปัจจุบัน ผู้ต้องการขึ้นทะเบียนให้บริการฯ มีต้นทุนต้องเดินทางมาขออนุญาตที่ กทม. เท่านั้น และรออนุมัติการขึ้นทะเบียนจึงจะประกอบอาชีพได้อย่างถูกกฎหมาย

    ทั้งนี้ อาชีพพนักงานนวดสปาเป็นแหล่งการจ้างงานอันดับต้นของคนไทยจำนวนไม่น้อย และมีการคาดการณ์ว่าหลังโควิด-19 คนไทยไม่น้อยอาจหันมาประกอบอาชีพนี้มากขึ้นเนื่องจากไม่สามารถหวนกลับไปทำงานในธุรกิจบริการอื่นที่ต้องปิดตัวลงจำนวนมาก”

    เพราะกฎหมายเกี่ยวพันกับเศรษฐกิจโดยตรง

    ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ : กฎหมายเกี่ยวพันกับเศรษฐกิจโดยตรง และยิ่งมีกฎหมายมาก ยิ่งเพิ่มต้นทุนในการประกอบกิจการและเพิ่มโอกาสคอร์รัปชันมากขึ้น วิธีแก้จึงต้องยกเลิกกฎหมายที่กระทบสิทธิเสรีภาพประชาชนทั้งหมด

    สิ่งนี้ลดค่าใช้จ่ายและคอร์รัปชันโดยไม่ต้องใช้เงิน รวมถึงกฎหมายที่กีดกันการแข่งขันและการประกอบธุรกิจ หากยกเลิกได้จะช่วยให้ประชาชนมีโอกาสประกอบธุรกิจและหารายได้เพิ่มมากขึ้น ประเทศไทยจึงต้องผลักดัน “การกิโยตินกฎหมาย” ให้สำเร็จ

    มุมมองของภาคราชการ ต่อแนวทางกิโยตินกฎหมาย

    คุณปกรณ์ นิลประพันธ์ : ในมุมของภาคราชการ ที่ผ่านมารัฐบาลมีความพยายามพัฒนากฎหมาย โดยคณะกรรมการพัฒนากฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาถูกตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2535 เพื่อเน้นพัฒนาคุณภาพของเนื้อหากฎหมายและการบังคับใช้กฎหมาย ต่อมาในปี 2548 รัฐบาลได้จัดตั้ง “คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ” โดยเปลี่ยนการทำงานจากการมองเฉพาะด้านกฎหมาย เป็นการหันไปใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์มากขึ้น

    ที่ผ่านมาภาคราชการมองไม่เห็นปัญหาของการออกกฎหมาย เพราะไม่เคยต้องคำนวณต้นทุนของการต้องปฏิบัติตามกฎหมาย มีแต่เพียงการทำหน้าที่ของบประมาณสำหรับขั้นตอนการออกกฎหมายว่าต้องใช้เท่าไรเท่านั้น

    ในขณะที่ภาคเอกชนต้องคำนึงถึงภาระต้นทุนและความคุ้มค่าเสมอ การออกกฎระเบียบของภาครัฐหลายเรื่องไม่ได้คำนึงถึงประชาชนเป็นศูนย์กลาง แต่เพื่อให้ตนเองทำงานได้สะดวกเป็นหลัก

    ด้วยเหตุนี้ในปี 2558 รัฐบาลจึงเริ่มมีแนวความคิดว่าต้องมีการทบทวนเรื่องนี้อย่างจริงจัง สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาจึงผลักดันให้นำเครื่องมือเพื่อจัดการกับกฎระเบียบเรียกว่า RIA (Regulatory Impact Assessment) มาใช้ ซึ่งเป็นการวิเคราะผลกระทบก่อนออกกฎหมาย และเพิ่มเติมเรื่อง “กิโยตินกฎหมาย” สำหรับกฎหมายที่บังคับใช้อยู่ก่อนแล้ว ทั้งสองเรื่องนี้เป็นแนวทางตามมาตรฐาน OECD และได้บรรจุไว้ในมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญฯ ปี 2560

    การลดต้นทุนจากกฎระเบียบของผู้ประกอบการคือทางรอด

    คุณกิตติ ตั้งจิตรมณีศักดา : ในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจภาคเอกชนไม่อาจเพิ่มยอดขายได้ ทางรอดหนึ่งที่เหลือคือการลดต้นทุนการประกอบการ ต้นทุนสำคัญประเภทหนึ่งที่ลดได้ยากคือต้นทุนจากกฎระเบียบ ส่วนหนึ่งเกิดจากกฎระเบียบและใบอนุญาตที่ไม่มีวัตถุประสงค์ชัดเจน และไม่เข้ากับสภาพเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน โดยเฉพาะในภาวะวิกฤตโควิด-19

    โดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ช่วยสนับสนุนการปฏิรูปกฎระเบียบ โดยจัดสรรงบประมาณเพื่อจ้างที่ปรึกษาต่างชาติในโครงการปรับปรุงอันดับ Ease of Doing Business เป็นเงิน 13 ล้านบาท ตลอดระยะเวลาการดำเนินงาน 4 เดือน

    และอีก 12 ล้านบาทสำหรับการดำเนินโครงการ “กิโยตินกฎหมาย” ซึ่งสมทบกับงบประมาณภาครัฐที่ออกเงินอีก 30 ล้านบาทเพื่อจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจมีบุคลากรรวม 50 คน ระยะเวลาการดำเนินงาน 8 เดือน ต่อไปนี้ หากประเทศไทยจะดำเนินโครงการกิโยตินกฎหมาย ไม่มีความจำเป็นต้องจ้างที่ปรึกษาต่างชาติอีก เพราะเรามีองค์ความรู้ที่จะทำได้เองแล้ว

    รัฐควรเร่งให้มีการปฏิรูปกฎหมายอย่างเร่งด่วน

    Mr. Robert Fox วิทยากรผู้เข้าร่วมผ่าน webinar : นับเป็นความจำเป็นที่รัฐควรเร่งให้มีการปฏิรูปกฎหมายอย่างเร่งด่วน (Fast Track Regulatory Reform) ในช่วงเวลาวิกฤติเช่นนี้ ซึ่งประโยชน์ที่จะได้นั้นไม่ได้มีเพียงการลดต้นทุนของประชาชนและธุรกิจเท่านั้น

    แต่ยังลดต้นทุนของภาครัฐเองด้วย และทำให้ภาครัฐใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

    3 องค์ประกอบหนุนให้ กิโยตินกฎหมาย ประสบผลสำเร็จ

    ดร.กิรติพงศ์ แนวมาลี : การที่กิโยตินกฎหมายจะสำเร็จได้ต้องอาศัยปัจจัยสนับสนุน 3 องค์ประกอบ ได้แก่
    1.ต้องมีคู่มือเพื่อเป็นแนวทาง เป้าหมาย และลำดับความสำคัญของเรื่องที่จะปฏิรูป
    2.มีส่วนร่วมจากภาคธุรกิจและภาคประชาชน
    3.พิจารณาปฏิรูปกฎระเบียบลำดับรอง มากกว่ากฎหมายระดับพระราชบัญญัติ

    กิโยตินกฎหมายจะมีประสิทธิภาพ ต้องฟังเสียงเรียกร้องจากประชาชน

    ศ.กิตติคุณ ดร. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ : ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้การทำกิโยตินกฎหมายสำเร็จได้นั้นประกอบไปด้วย

    1.ต้องมีเจ้าภาพที่ชัดเจน ซึ่งแม้ว่าปัจจุบันสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาจะเริ่มนำไปปฏิบัติแล้ว แต่ที่ผ่านมายังดำเนินการแบบเชิงรับ เพราะมีงานเต็มมือทั้งตรวจร่างกฎหมาย ให้คำปรึกษาหน่วยงานรัฐ และรับเรื่องร้องเรียน ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องตั้ง “คณะกรรมการดำเนินการปฎิรูปกฎหมายในระยะเร่งด่วน” เพื่อทำงานเชิงรุก

    2.ต้องมีองค์ความรู้และงบประมาณ

    3.ต้องดึงคนเกี่ยวข้องมาร่วม เช่น ราชการ เอกชน ฝ่ายวิชาการ รวมถึงผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ อาทิ สำนักงานที่ปรึกษากฎหมาย ให้เข้าไปพิจารณากฎหมายใน 20 กระทรวง และปฏิรูปกฎหมายเพื่อรับสถานการณ์หลังโควิด

    4.ต้องมีความตั้งใจจริงจากฝ่ายการเมือง ( political will) เพื่อให้มีการ “ขันชะเนาะ”

    5.ต้องฟังเสียงเรียกร้องจากประชาชน