Tuesday, March 2, 2021
More

    แล้วฝุ่นก็มา : เรื่องจริงที่ต้องสู้ต่อในวิกฤตโควิด โดยนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์

    ช่วงนี้ฝุ่นกลับมาปกคลุมเป็นบริเวณกว้างอีกครั้ง และไต่อันดับจนติดอันดับโลก โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร กับภาคเหนือของไทย นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา กรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา กล่าวถึงเรื่องฝุ่นที่เราต้องต่อสู้กันมาทุกปี และในปีนี้ที่เราต้องเผชิญในวิกฤตโควิด-19

    แล้วฝุ่นก็มา : เรื่องจริงที่ต้องสู้ต่อในวิกฤตโควิด


    เห็นได้ชัดขึ้นเรื่อยๆ ว่า แม้การจราจรจะลดลงมากมานานเป็นเดือน เพราะสถานศึกษาต่างๆ ทุกระดับ หยุดพักทุกกิจกรรมที่มีการเดินทางมาสถานศึกษาตั้งแต่ก่อนปีใหม่ จึงไม่มีกิจกรรม รับส่งมากมายเหมือนช่วงปกติ อีกทั้งห้างร้านก็มีคนไปกันน้อยลง เครื่องบินแทบไม่มีผู้โดยสาร สนามบินไม่มีการแย่งที่จอดรถ สถานีบขส.และรถไฟก็เงียบราวถอดปลั๊ก องค์กรหลายแห่งนัดกันทำงานจากที่บ้านไปจนถึงสิ้นเดือนมกราคมนี้ นี่ก็ช่วยลดปริมาณยานยนต์ส่วนบุคคลบนท้องถนนไปได้อย่างไม่ค่อยเห็นกันมาก่อน ส่วนรถโดยสารประจำทางในไทย ซึ่งมีจำนวนเท่าๆ กับจำนวนรถโดยสารไม่ประจำทาง คืออย่างละ 70,000 กว่าคันนั้น ก็มีเที่ยววิ่งลดลงอย่างไม่เคยเจอ บางเมืองในพื้นที่สีแดงสั่งห้ามจอดรับส่งเลยก็มี รถโดยสารส่วนบุคคลเช่น รถบัส รถทัวร์ อีก 13,000 คันนี่ยิ่งแล้วใหญ่ เพราะไม่มีนักท่องเที่ยวกรุ๊ปทัวร์มาให้ขนไปเที่ยวที่ไหน

    แต่แล้ว…ฝุ่นในกรุงเทพและปริมณฑลก็หนาแน่นอยู่ดี!!

    ดังนั้น จะโทษแต่ท่อไอเสียเฉยๆ ว่าเป็นสาเหตุหลักของฝุ่นในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ก็คงจะต้องถ่วงค่าน้ำหนักใหม่แล้วกระมัง เว้นแต่ว่าจะถือเสียว่า แม้รถในเมืองจะจอดเงียบไปสัก 30% แต่ที่ยังแล่นอยู่ก็สร้างฝุ่นมากพอจะติดแชมป์สากลแล้ว…

    ถ้าเป็นเช่นนั้น ก็ต้องสู้สร้างระบบขนส่งมวลชนให้เชื่อมกันมากๆ ทำทางเท้าให้ร่มรื่นน่าใช้ และกรุณาอย่ามีน้ำขังรอการระบายมากนัก ปริมาณฝุ่นรายวันขึ้นลงตามความแรงลมที่พัด เราจึงได้ตระหนักว่า ฝุ่นที่มาถึงอาจมาจากที่ห่างไปเป็นร้อยๆ กิโลเมตร ฝุ่นจากการเผาในกัมพูชาสามารถถูกลมพัดพามาถึงกรุงเทพฯ และปริมณฑลได้ ฝุ่นของกรุงเทพฯ ก็อาจถูกลมพาไปไกลถึงภาคเหนือได้ และบางครั้งฝุ่นของกรุงเทพฯ ที่ถูกพัดพาออกทะเลไปแล้วก็ยังอุตส่าห์ถูกลมอื่นพากลับมาครอบกรุงเทพฯ อีก แม้เคยจากไปไกลเป็นร้อยกิโลเมตรแล้ว ฝุ่นนั้นไม่ละลาย ไม่ระเหย ไม่ระเหิด ไม่หลุดไปนอกอวกาศ และไม่มีวันหายไปจากโลก มีแต่จะเพิ่ม ถ้าโชคดีหน่อยมันอาจตกลงพื้นทับถมกันอัดผสมเข้าเป็นดินอีกครั้งเท่านั้น รอจะตลบเป็นฝุ่นอีก ฝุ่นยิ่งเล็กยิ่งลอยได้สูงและลอยได้ไกล แปลว่าลมมีส่วนสำคัญกับวัฏจักรของฝุ่น

    ส่วนร่องความกดอากาศก็มีกระแสความเคลื่อนไหวเป็นร่อง เป็นหลุม มีผลให้ฝุ่นที่ลอยตัวในที่ระดับสูงมาก ถูกกดลงต่ำจนเติมความหนาแน่นให้กับอากาศระดับผิวพื้นที่เราต้องสูดหายใจเข้าไป… ดังนั้น “ลม” และ “ความกดอากาศ” จึงช่วยการอธิบายว่า ช่วงไหนทำไมเราจึงมีคุณภาพอากาศที่ต่างกัน… แต่ก็ควบคุมอะไรไม่ได้ เหลือที่ “แหล่งกำเนิด” ของฝุ่นนี่แหละครับ ที่พอจะหวังควบคุมกันได้อยู่บ้าง แหล่งกำเนิดของฝุ่นที่ถูกเพ่งเล็งมาตลอด คือการเผาในที่โล่ง กับการสันดาปของเครื่องยนต์โดยเฉพาะดีเซล

    ควบคุมแหล่งกำเนิดฝุ่น

    ฤดูหีบอ้อยของโรงงานน้ำตาลทั้ง 57 แห่งทั่วไทย เพิ่งเริ่มเมื่อ 15 ธันวาคม 2563 ที่ผ่านมา ตรงกับช่วงที่โควิด-19 ระรอกใหม่เพิ่งเริ่มพอดี และน่ายินดีที่คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลมีมติตั้งแต่ปลายพฤษจิกายน กำหนดให้เพิ่มสัดส่วนการตัดอ้อยสดให้ได้ 80% ต่อวัน คือยอมให้เหลือการเผาไร่อ้อยที่ 20% ต่อวัน จากที่เคยยอมรับอ้อยไฟไหม้ถึง 60% แล้วลดเหลือ 40%ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา และตอนนี้ประกาศเป้าให้เหลืออ้อยไฟไหม้ไม่เกิน 5% ต่อวัน ในฤดูหีบถัดไปคือปลายปี 2564 นี้ ซึ่งหวังใจว่าควรลดเหลือ 0%ให้ได้จริงๆ ในปี 2565 แต่แปลว่าต้องประชาสัมพันธ์และใส่มาตรการใหม่ๆ เข้าไปอีกให้คนจะเผาไร่อ้อยร่วมมือให้ได้ ปีนี้ภัยแล้งในช่วงต้นฤดูปลูกอ้อยทำให้ผลผลิตอ้อยมีแนวโน้มลดลงจากปีที่แล้วเกือบ 11% ดังนั้นราคาอ้อยขั้นต้นปีนี้จึงสูงขึ้นไปอยู่ระดับ ตันละ 850 บาทขึ้นไป

    อย่างไรก็ดี ราคารับซื้อใบอ้อยและฟางข้าวตลอดจนวัสดุเหลือจากการเก็บเกี่ยวพืชไร่ที่สามารถนำเข้าเตาเผาของโรงงานปูนซีเมนต์และโรงงานรับซื้ออยู่ที่ราคาตันละ 1,000 บาท ซึ่งว่าไปแล้วก็สูงกว่าราคารับซื้ออ้อยสดล่ะ… แต่ด้วยความยุ่งยากกว่าในการจัดเก็บวัสดุจากแปลงปลูก เพราะเป็นของน้ำหนักเบา การจะอัดก้อนเป็นมัดเพื่อยกขึ้นรถไปส่งขายเป็นเชื้อเพลิงให้ถึงลานรับซื้อ จึงถูกมองว่าไม่คุ้มราคา แต่จะให้รับซื้อแพงกว่านี้ก็คงยาก ฟางและใบอ้อยจึงยังไปไม่ถึงสถานที่รับซื้อส่งเข้าเตาเผาสักเท่าไหร่อยู่ดี

    ปีที่แล้ว กระทรวงอุตสาหกรรมได้รับอนุมัติงบจากคณะรัฐมนตรีในการจัดหาปัจจัยการผลิตเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรปลูกอ้อย 1 หมื่นล้านบาท จึงหวังว่าคงจะได้จัดหาจ้างเหมาเช่ายืมอุปกรณ์ที่ช่วยลดการจุดไฟเผาไร่อ้อยลง เช่นรถตัดอ้อยขนาดต่างๆ จัดคิวตารางให้ทั่วถึงทันกาล มีรถเก็บใบอ้อย อุปกรณ์สำหรับเก็บวัสดุการเกษตรมารวมมัดเป็นก้อนกองฟางให้มากขึ้น เพื่อจะช่วยลดโสหุ้ยและข้ออ้างในการเผาลง ยิ่งในปีโควิด-19 ปิดพรมแดน แรงงานตัดอ้อยน่าจะหายากขึ้น และคนไทยก็ยังไม่ค่อยยอมรับทำงานแบบนี้ เพราะงานบริการรับขนส่งยังเปิดกว้างอยู่มาก ทั้งส่งอาหารแนวไรเดอร์ขี่มอเตอร์ไซด์ หรือแนวขับรถขนส่งสินค้าก็ตามที (สถิติของขนส่งทางบกในปีก่อนมีโควิด-19 คือระหว่างพ.ศ.2561-2562 มีรถบรรทุกไม่ประจำทางเพิ่มขึ้น 7.39% รถโดยสารไม่ประจำทางมาจดทะเบียนเพิ่มขึ้น 6.06% ดังนั้นรถเหล่านี้ย่อมถูกนำออกใช้บริการหารายได้เท่าที่มีโอกาสแน่นอน)

    อีกข้อมูลที่น่าติดตามคือ รถใหม่เพื่อใช้งานในแปลงเกษตรกรรมที่เคยจดทะเบียนลดลงเหลือ 681 คันในปี 2561 นั้น ได้กลับเพิ่มการมาขึ้นทะเบียนเป็น 735 คันในปี 2562 (สถิตินี้ไม่นับรวมทะเบียนรถแทรกเตอร์ ซึ่งจดทะเบียนเพิ่มมาตลอด จาก 53,000 คันต่อปี ก็ขยายมาเป็นจดใหม่เพิ่มอีก 58,000 คัน ในปี 2562) ถ้าเราจะหวังลดการเผาในไร่ลง การมีรถในไร่นาที่ใช้ในการเกษตรโดยตรงมากขึ้น ก็น่าจะอนุมานได้ว่าจะพึ่งพาแรงงานน้อยลง การเผากำจัดตอซังข้าว ข้าวโพด การเผากำจัดใบอ้อยก่อนเก็บเกี่ยวเพื่อขจัดหนามใบอ้อยและจะได้ไล่งูที่ตามมารอกินหนูในไร่ก็จะได้มีน้อยลง

    เอาล่ะ แหล่งกำเนิดฝุ่นทั้งจากรถยนต์ก็ดี ทั้งจากการเผาในที่โล่งก็ดี ได้รับการอธิบายข้างต้นแล้ว แต่ยังมีแหล่งกำเนิดฝุ่นอื่นอีก เช่น ไฟไหม้ในป่า ฝุ่นจากโรงงานอุตสาหกรรม และฝุ่นจากการเผาถ่านหินครับ

    จัดการกับไฟป่า และการเผา

    เรื่องไฟป่านั้น รัฐบาลและชุมชนให้ความสนใจมาก หน่วยงานต่างๆ ทั้งราชการส่วนกลาง ส่วนจังหวัด ส่วนท้องถิ่น ตลอดถึงชุมชน ต่างก็ระดมพลังกันเฝ้าดูแลป้องกันเรื่องไฟป่ากันแข็งขันขึ้นเรื่อยๆ อันนี้น่าชมเชย ปีนี้ไฟป่าถูกบริหารได้ดี มีการทำแอพลิเคชั่นให้ชาวบ้านตรวจสอบจุดความร้อนจากดาวเทียมเพื่อรับรู้ว่ามีกี่จุด อยู่แถบไหน ใครอยู่ใกล้สามารถไปเข้าช่วยแต่เนิ่นๆ ดับไฟไม่ให้ลุกลามใหญ่โตจนควบคุมไม่ได้ บางพื้นที่มีการจัดทีมร่วมระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อ “ชิงเผา” เศษใบไม้ที่ร่วงลงมาบนพื้นป่าเพื่อไม่ให้ทับถมหนาจนกลายเป็นทุ่งเชื้อเพลิง ที่หากติดไฟในภายหลังจะยิ่งดับยาก

    คุณวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม เคยมาตอบกระทู้ถามเรื่องนี้ในที่ประชุมใหญ่ของวุฒิสภา บอกเพิ่มว่ามีการนำเศษกิ่งไม้และใบไม้ที่เก็บออกมาอัดแท่งเป็นฟืนสำหรับใช้ประโยชน์ต่ออีก อันนี้นับว่า ”เก๋”…

    หลายพื้นที่ชาวบ้านร่วมกับกรมป่าไม้ ทำฝายชุมชน เพื่อถนอมรักษาน้ำไว้ใช้ประโยชน์ ซึ่งนับว่ามากันถูกทางแล้ว ชาวบ้านบางแห่งวางตะบันน้ำไว้ตามลำธาร เพื่อดันน้ำบางส่วนกลับขึ้นที่สูงเพื่อกักไว้ให้ป่าเขามีความชื้นนานขึ้น โดยไม่ต้องเสียค่าพลังงานสักบาท… อันนี้ก็ดีมาก

    ในขณะเดียวกัน เดี๋ยวนี้มีเว็บไซต์ มีเฟซบุ๊กแสดงภาพจากดาวเทียมตรวจจุดความร้อนที่เห็นไปได้ทั่วไทย ถึงในกัมพูชา เมียนมาร์ และลาว หรือเจอจุดความร้อนโผล่มาในอ่าวไทย!! (ทำให้น่าคิดว่ามีเรือเดินทะเลเผาอะไรทิ้งกลางทะเล ที่ขัดต่อพิธีสารลอนดอนซึ่งรัฐสภาไทยเพิ่งเห็นชอบให้ไทยเข้าเป็นภาคีไปหยกๆ หรือไม่) นับว่าแหล่งกำเนิดฝุ่นจากไฟในป่าได้รับการสนองโดยความร่วมมือดีขึ้นมาก และต้องเร่งทำกันต่อไป

    ทีนี้ก็พวกปล่องจากโรงงาน ซึ่งคงไม่มีทางอื่นนอกจากติดตั้งเครื่องตรวจจับความหนาแน่นของฝุ่นแบบแสดงผลตรงแบบเรียลไทม์เข้าศูนย์ติดตามเฝ้าระวังมลพิษ ยิ่งถ้าที่ไหนใช้ถ่านหินต้มหม้อน้ำบอยเลอร์ ยิ่งต้องเฝ้าระวังให้ดี ย้อนไป 7 ปีก่อน โรงงานอุตสาหกรรมด้านอาหารเครื่องดื่ม ฟอกย้อม สิ่งทอ หันมาลดต้นทุนจากการเผากะลาปาลม์เพื่อต้มบอยเลอร์ มาเป็นการนำเข้าถ่านหินบิทูมินัสจากอินโดนีเซียแทน เพราะราคาถ่านหินถูกกว่ามาก…

    นี่ก็เป็นอีกกลุ่มผู้ปล่อยควันปล่อยฝุ่นที่เราอาจหลุดหูหลงตาไปหลายนาน ส่วนแหล่งที่เป็นโรงไฟฟ้าพลังถ่านหินนั้น นอกจากที่แม่เมาะ ลำปางแล้ว เมืองไทยเราก็ยังมีโรงไฟฟ้าถ่านหินเอกชนอีก ราว 9 แห่ง กระจายใน 4 จังหวัด คือที่ระยอง 6 โรง ปราจีนบุรี 2 โรง และอยุธยาอีก 1 โรง ที่ระยองมี 2 โรงที่เมื่อรวมพลังไฟฟ้ากันจะไล่ๆ กับโรงไฟฟ้าที่แม่เมาะเชียวล่ะ!!

    ดังนั้น ก็คงต้องเอาใจใส่มีอุปกรณ์ตรวจวัดติดตามปริมาณสิ่งปลดปล่อยออกมาอย่างใกล้ชิด แบบเรียลไทม์เช่นกันว่ามีปริมาณฝุ่นและมีสารอันตรายอะไรออกมาเท่าไหร่จากแต่ละโรง แล้วเปิดให้สังคมติดตามได้ ถ้าถ่านหินมีเทคโนโลยีที่ควบคุมไม่ให้เกิดฝุ่น เกิดสารอันตรายได้จริง ก็ให้นึกสงสัยว่าแล้วทำไม จีน สหรัฐอเมริกา อังกฤษ จึงเร่งประกาศแผนเลิกใช้ถ่านหินกันขนาดนั้น

    ส่วนประเทศเยอรมนีกำหนดแผนยุติการใช้ถ่านหินทั่วประเทศให้ได้ในปี ค.ศ.2038 คืออีก 17 ปีข้างหน้า ทั้งที่เยอรมนีเป็นเจ้าแห่งสารพัดเทคโนโลยี แถมเยอรมนีมีเหมืองถ่านหินเยอะด้วย จะอ้างว่าเยอรมนีลดการใช้ถ่านหินเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อลดภาวะโลกร้อนตามข้อตกลงระหว่างประเทศ งั้นภาคธุรกิจเราเองก็ต้องเตรียมทำใจ ถ้าใช้ถ่านหินไปเรื่อยแล้วสินค้าและบริการที่ส่งออกจากพื้นที่แบบนั้นจะเจอการต่อต้านหรือการกีดดันทางการค้าในภายหน้า กำไรก็หดแถมโดนชาวบ้านรุมยำฐานปล่อยสาร ปล่อยฝุ่นใส่สิ่งแวดล้อม และอากาศหายใจของพวกเขา พอลมพัดก็พาให้สุขภาพคนที่อยู่ห่างออกไปเสียหาย กลายเป็นคดีฟ้องร้องตามมาอีกเป็นพรวน

    ว่าด้วยเรื่องของน้ำ(ฝน)

    โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่เพิ่งลงนาม นำสหรัฐกลับเข้าข้อตกลง Paris Agreement อีกครั้ง ย่อมทำให้แนวรบด้านสิ่งแวดล้อมโลกกลับมาตื่นตัวคึกคักอีกครั้งแน่นอน พลังงานที่ไม่สะอาด จะพาให้เราได้ไม่คุ้มเสียเอาก็ได้

    ดร.รอยล จิตรดอน ประธานกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสิ่งแวดล้อม เคยตั้งข้อสังเกตให้ผมฟังว่า ฝนที่ตกแถวระยองมักจะไม่ตกในย่านที่มีโรงงานเยอะๆ ท่านมีข้อสงสัยว่าม่านฝุ่นม่านควันและไอความร้อนจากปลายปล่องทำให้เกิดกำแพงความร้อน ที่ทำให้เมฆฝนที่พัดความชื้นเข้ามาจากอ่าวไทย จำต้องเทฝนลงทะเลไปก่อนอย่างน่าเสียดายเพราะชนกำแพงความร้อนและฝุ่นในอากาศ ดังนั้นน้ำจืดจากฝนที่จะได้ ก็เลยลงทะเลไปเปล่าๆ หรือไม่ก็ต้องรอจนความชื้นสามารถยกตัวลอยข้ามโดมความร้อนและม่านฝุ่นเข้าไปในแผ่นดินลึกๆ หน่อยจึงจะพอได้รวมไอน้ำออกมาเป็นเมฆฝนได้ ซึ่งถ้าตกลึกเข้าไปในแผ่นดินก็มักตกไม่ลงแหล่งกักเก็บเสียอีก ข้อสังเกตนี้อาจไขปริศนาอาการขาดน้ำฝนมาเติมในอ่างเก็บน้ำที่สร้างรอไว้ และเป็นผลให้เขตนี้มีปัญหาขาดแคลนน้ำดิบอย่างมากก็ได้

    ฝุ่นจึงมีอะไรให้เราได้ศึกษาและปรับความคุ้นเคยของเราอีกพอควร แต่ทำเถอะนะครับ เพราะยังไงๆ เราก็ต้องปรับตัวกันยกใหญ่กับสิ่งที่ต้องป้องกันไม่ให้เข้าจมูกของเราในปีโควิดอยู่แล้ว