Tuesday, September 29, 2020
More

    ล้างบาง 3.0 รับยุค Social Commerce

    อีกไม่นาน E-Commerce จะกลายเป็นคำที่ล้าสมัยในโลกดิจิตอล และจะถูกแทนที่ด้วยคำว่า Social Commerce ที่จะเป็นแพลตฟอร์มหลักในการค้าขาย ตอบรับกับยุค Digital is All Around ที่โลกไม่ได้หมุนรอบตัวคุณ แต่ดิจิตอลต่างหากที่หมุนรอบโลก

    สถิติประชากรไทยที่เข้าถึงและเสพ Social Media กันอย่างงอมแงม ชี้ให้เห็นว่า Social Mediaไม่ใช่ปัจจัยที่ 6, 7, 8 ของการดำรงชีพ แต่กลายเป็นปัจจัยที่ขาดไม่ได้
    Social Commerce
    ปี 2558 คนไทยใช้ Facebook จำนวน 41 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 17% คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 60% ของจำนวนประชากรไทยทั่วประเทศ อันดับ 2  Line จำนวน 33 ล้านคน อันดับ 3 Instagram จำนวน 7.8 ล้านคน โต 74% มียอด Active User 1 ล้านคน Twitter 5.3 ล้านคน Active User1.2 ล้านคน โต 18% และคนไทยซื้อขาย E-Commerce ผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ ถึง 44%ของจำนวนประชากร


    เร็วๆ นี้สถิติในปี 2559 จะเปิดเผยอย่างเป็นทางการ คาดว่าตัวเลขการใช้งาน Social Media จะเพิ่มขึ้นจากปี 2558 ในอัตราไม่ต่ำกว่า 10%

    Social Commerce ยังเป็นเซ็คเตอร์เดียวที่โตได้ โตดี โตไม่มีตกสวนทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวทั่วโลก รวมทั้งไทย ผลสำรวจ Google และ Temasek คาดว่าอีก 10 ปีข้างหน้า ธุรกิจดิจิตอลไทย จะมีมูลค่าถึง 3.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 1.33 ล้านล้านบาท หรือ 6.5 เท่าของมูลค่าตลาดในปัจจุบัน
    Social Commerce
    กรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และประธานสมาคมฟินเทคไทย กล่าวว่าความท้าทายของไทยอยู่ตรงทัศนคติที่ยังไม่ปรับทั้งโหมดเพื่อรับมือกับ Social Commerce โดยภาครัฐที่ต้องการผลักดันไทยให้ไปสู่ 4.0 แต่แนวคิดยังเป็น 3.0 ดังนั้น คงเป็นไปได้ยาก ขณะที่สถาบันการเงินไทยยังประเมิน Financial Technology หรือ FinTechว่าเป็นคู่แข่งมากกว่าพันธมิตร

    “การมองทุกอย่างเป็นคู่แข่ง เป็นศัตรู เป็นความคิดยุคเก่า เป็น Zero Sum Game ที่ทุกอย่างต้องมีคนได้คนเสีย เป็นเรื่องเก่าล้าสมัย ใช้ไม่ได้  ยุคนี้ต้องเป็นยุค Sharing Economy ที่ทุกฝ่ายจะต้องร่วมมือ แบ่งปัน ไม่สนใจว่าใครลอกใคร ต้องคิดแค่ว่าใครทำได้ดีกว่ากัน ทุกคนจะได้หมด เพียงแต่ใครจะได้มากได้น้อย”

    กรณ์ ยังได้แนะนำถึงหัวใจสำคัญในยุคนี้ คือ “ต้องอยู่ในที่ที่ลูกค้าประสงค์จะอยู่” หน้าที่ของธุรกิจจึงต้องใกล้ชิดลูกค้าเอาไว้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ กรณีการเปิดสาขาของธนาคาร ด้วยจุดประสงค์เดียว คือต้องการใกล้ชิดกับลูกค้าให้มากที่สุด

    ในอดีตธนาคารขนาดใหญ่เปิดสาขาครอบคลุมทั่วประเทศ ทำให้ต้นทุนการระดมเงินฝาก และการปล่อยสินเชื่อได้เปรียบธนาคารเล็ก พัฒนาการต่อมาคือ การเปิดสาขาในห้างสรรพสินค้า ที่นอกจากต้องการใกล้ชิดครอบคลุมและทั่วถึงแล้ว ยังต้องการเพิ่มเวลาด้วย

    ยุคเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนมาก คือการเข้ามาของธนาคารซีไอเอ็มบี ที่ซื้อกิจการของไทยธนาคาร และเปลี่ยนชื่อเป็นธนาคารซีไอเอ็มบีไทย ผ่านไปปีเดียว ซีไอเอ็มบีไทยปิดสาขาลงมาครึ่งหนึ่ง เหลือ 30 สาขา และเปลี่ยนไปใกล้ชิดลูกค้าผ่านสมาร์ทโฟนแทน ก่อนที่จะมาเปิดสาขาในร้านสะดวกซื้อ

    “เมื่อถึงวันหนึ่งที่ผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นในความปลอดภัย วันนั้นความเป็นตัวกลาง ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการเงิน ตลาดหลักทรัพย์ โบรกเกอร์ ก็ไม่มีความจำเป็น และจะหายไปในที่สุด”

    กรณ์ ตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจกับคำถาม เมื่อคนไทยให้ความเชื่อมั่นกับ Social Commerceแต่ทำไมระบบโอนเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่รัฐบาลผลักดันอย่าง Prompt Payจึงมีคำถามตามมามากมายว่า

     “เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่ชี้ให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์หรือโปรดักส์ใหม่ๆที่จะออกมาในโลกโซเชียล จะต้องได้รับการทดลอง ทดสอบ พัฒนา เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับรู้มาระดับหนึ่ง เช่น Googleเมื่อจะออกผลิตภัณฑ์ใด จะต้องผ่านทดลองจากผู้ใช้ในสนามทดลองไม่ต่ำกว่า 25 ล้านราย”

    กรณ์ แนะนำว่า เพื่อให้ประสบความสำเร็จ ไทยจะต้องมีสนามทดลองและทดสอบผลิตภัณฑ์ (Sand BoX) เพื่อเป็นด่านทดสอบผลิตภัณฑ์ให้กลุ่มผู้เริ่มธุรกิจใหม่ (Start Up) อย่างรวดเร็วและเป็นรูปธรรมด้วย ก่อนที่ Social Commerceไทย จะถูกกลืนกินจาก Start Up ต่างชาติ