นับตั้งแต่ปี 1963 จนถึงปี 2025 ผ่านมากว่าหกทศวรรษ Rolex Cosmograph Daytona หรือที่หลายคนเรียกสั้นๆ ติดหูว่า Rolex Daytona ก็ยังถูกยกให้เป็นนาฬิกามืออาชีพสายสปอร์ตของ Rolex ที่ขึ้นชื่อเรื่อง เทคโนโลยีโครโนกราฟชั้นเลิศ มาพร้อมความเที่ยงตรง ทนทาน ฟังก์ชันจับเวลาที่แม่นยำ และพิเศษมากขึ้นไปอีกกับดีไซน์คลาสสิก สุดเท่ ฟิตอินกับเหล่านักแข่งรถมืออาชีพและผู้ชอบท้าทายความเร็วได้เป็นอย่างดี แน่นอนว่า สิ่งเหล่านี้ทำให้ Rolex Daytona ได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลาม กลายเป็นคู่หูของเหล่านักแข่งรถทั่วโลก โลดแล่นบนสนามแข่งชื่อดังมาแล้วหลากหลายสนาม! ซึ่ง Rolex ก็ไม่หยุดนิ่งพัฒนา พยายามรังสรรค์ดีไซน์และกลไกใหม่ๆ ให้ตอบโจทย์เหล่าผู้ใช้งานอยู่เสมอ อย่างหนึ่งในรุ่นล่าสุดของ Rolex Daytona กับ Rolex Daytona M126519LN-0006 ที่ Rolex เสริมประสิทธิภาพด้านกลไกให้ทำงานได้แม่นยำมากขึ้น แถมตัวดีไซน์ก็ทันสมัย ทั้งเท่ ทั้งคลาสสิก ถูกใจเหล่านักแข่งทุกเจนเนอเรชัน และในวันนี้เราจะพาทุกคนไปส่องความพิเศษของ Rolex Daytona M126519LN-0006 กัน!
เลือกใช้วัสดุเกรดพรีเมียม ทองคำขาว 18 กะรัต
Rolex Daytona รุ่นใหม่เลือกใช้วัสดุเกรดพรีเมียมอย่าง ทองคำขาว 18 กะรัต โดย Rolex จะหล่อโกลด์อัลลอย 18 กะรัตที่โรงหล่อเฉพาะของแบรนด์เท่านั้น และผ่านการตรวจสอบภายในห้องปฏิบัติการอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้มั่นใจในด้านคุณภาพ ได้สัดส่วนของเงิน ทองแดง แพลทินัม หรือพาลาเดียมที่สมบูรณ์แบบมากที่สุด โดยวัสดุทองคำขาว 18 กะรัตนี้ถือเป็นวัสดุซิกเนเจอร์ของ Rolex เลยก็ว่าได้เพราะนอกจากจะขึ้นชื่อเรื่องความทนทาน แข็งแกร่งแล้ว ยังให้ภาพลักษณ์ตัวเรือนที่หรูหรา เงางาม สะท้อนเล่นแสงได้เป็นอย่างดี
สาย Oysterflex ยืดหยุ่น สวมสบาย
Rolex Daytona ในรุ่นทองคำ 18 กะรัต รุ่นล่าสุดนี้ มาพร้อมขอบตัวเรือน Cerachrom และสายนาฬิกา Oysterflex นวัตกรรมสายนาฬิกาที่มีเฉพาะ Rolex เท่านั้น โดดเด่นด้วยการผสมผสานระหว่างสายนาฬิกาโลหะที่ให้ลุคคลาสสิก ในขณะเดียวกันก็มีความยืดหยุ่น เบาสบายด้วยสายอีลาสโตเมอร์สีดำ มาพร้อมกับบานพับสายแบบโค้งมนสองชิ้น หล่อติดเข้ากับสาย โดยสาย Oysterflex นี้จะติดตั้งคุชชันด้านในและชุดตัวล็อกนิรภัย Oysterlock เพื่อป้องกันการหลุด การขยับโดยไม่ตั้งใจ นอกจากนี้ยังสามารถปรับความยาวได้แบบอิสระ ผ่านระบบขยายสาย Rolex Glidelock ด้วย ไม่ว่าเหล่านักแข่งจะมีข้อมือขนาดเท่าใด สวมใส่ชุดแน่นหนา และขับรถด้วยเร็วแรงเท่าไหร่ ก็มั่นใจว่าจะสวมใส่ Rolex Daytona โดยไม่อึดอัดแน่นอน
หน้าปัดสตีลและสีดำสว่าง โทนคลาสสิก คงฉายา ‘PANDA’
Rolex Daytona รุ่นล่าสุดมาพร้อมหน้าปัดสตีลและสีดำสว่าง โทนสีที่คลาสสิก แมตช์ง่าย และยังคงสมฉายา ‘PANDA’ ที่หลายๆ คนใช้เรียก Rolex Daytona มาอย่างยาวนาน ด้วยสีที่จะเน้นไปที่ขาวตัดเข้ากับดำเหมือนกับ PANDA นั่นเอง โดย Rolex Daytona รุ่นล่าสุดได้เพิ่มหน้าปัดให้พิเศษมากขึ้นด้วยหน้าปัดย่อยเล็กๆ เป็นลายก้นหอย และมาร์กเกอร์ชั่วโมงที่ตกแต่งด้วยทองคำ 18 กะรัต พร้อมหน้าปัดโครมาไลท์ สารเรืองแสงที่มีคุณสมบัติส่องสว่าง ทำให้เหล่านักแข่งรถอ่านค่าเวลาได้ง่ายดาย แม้จะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีแสงน้อย ทำให้นักแข่งรถสามารถคำนวณเวลาที่ใช้แข่งขันบนสนามและวางแผนได้อย่างแม่นยำมากขึ้นนั่นเอง
กลไก Calibre 4131 เสริมประสิทธิภาพให้สูงสุด
Rolex Daytona รุ่นล่าสุดมาพร้อมกับกลไก Calibre 4131 ที่พัฒนาต่อเนื่องมาจาก Calibre 4130 ซึ่งเลือกใช้กลไกสิทธิบัตรสองชนิด ได้แก่ ตัวดูดซับแรงกระแทก Paraflex ที่ดีไซน์มาอย่างพิถีพิถัน มีคุณสมบัติป้องกันแรงกระแทกและแรงสั่นสะเทือน และชุดกลไกปล่อยจักร Chronergy ที่ทนทานต่อสนามแม่เหล็กแรงสูง มีกำลังสำรองพลังงานที่ยาวนานมากขึ้นกว่า Calibre รุ่นก่อนหน้า นอกจากนี้ยังสามารถใช้ฟังก์ชันจับเวลาได้เกิน 24 ชั่วโมงด้วย เรียกได้ว่ากลไก Calibre 4131 นี้ทำให้ Rolex Daytona มีความแข็งแกร่งมากขึ้น ทนทานมากขึ้น สามารถรองรับทุกความเร็ว ทุกการกระแทก ขณะที่เหล่านักแข่งต้องขับรถด้วยความเร็วสูง เข้าโค้ง รวมไปถึงการขับรถบนเส้นทางผาดโผนด้วย
นาฬิกา Rolex Daytona รุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง M126519LN-0006 เป็นอีกรุ่นที่เชื่อว่าคงถูกใจเหล่านักแข่งและผู้ชื่นชอบความเร็วไม่แพ้รุ่นอื่นๆ ก่อนหน้าเลย ทั้งการใช้วัสดุระดับพรีเมียม อย่างทองคำขาว 18 กะรัต และสาย Oysterflex ที่มีความยืดหยุ่นสูง ตัวเรือนใช้หน้าปัดสีคลาสสิก นอกจากนี้ยังมาพร้อม Calibre 4131 ที่เสริมให้ Rolex Daytona ได้ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยอ่านค่าเวลา จับเวลาอย่างแม่นยำให้เหล่านักแข่งรถได้ทะยานเข้าสู่เส้นชัยอย่างมั่นใจ


