ฟิลเลอร์ใต้ตา ช่วยให้หน้าดูเด็กลงอย่างไร ? เจาะลึกทุกเรื่องที่ต้องรู้ ก่อนตัดสินใจฉีด

ฟิลเลอร์ใต้ตา หัตถการยอดฮิต สำหรับคนอยากหน้าเด็ก

ฟิลเลอร์ใต้ตา เป็นหนึ่งในจุดยอดนิยมที่หลายคนเลือกทำเป็นอันดับแรก ๆ เมื่อเริ่มดูแลใบหน้าด้วยฟิลเลอร์ เพราะสามารถช่วยแก้ปัญหาใต้ตาคล้ำ ตาโหล ร่องลึก และริ้วรอยเล็ก ๆ ได้อย่างรวดเร็ว เห็นการเปลี่ยนแปลงทันทีโดยไม่ต้องผ่าตัด เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาใต้ตาและอยากให้หน้าดูสดใสและอ่อนเยาว์ขึ้น

ในบทความนี้ จะพาไปรู้จักกับฟิลเลอร์ใต้ตาให้มากขึ้นว่า คืออะไร ? ช่วยแก้ปัญหาใต้ตาได้อย่างไร ? ใช้ปริมาณกี่ CC ? ใช้ยี่ห้ออะไรบ้าง ? อันตรายไหม ? ราคาเท่าไหร่ ? พร้อมแนะนำข้อควรรู้ และวิธีดูแลตัวเองอย่างถูกต้องก่อน-หลังทำครับ


ฟิลเลอร์ใต้ตา คืออะไร ? ช่วยแก้ปัญหาใต้ตาได้อย่างไร ?

ฟิลเลอร์ใต้ตา คือการฉีดสาร Hyaluronic Acid (HA) เข้าไปเติมเต็มบริเวณใต้ตาที่มีปัญหา เช่น ร่องลึก เบ้าตาลึก หรือใต้ตาคล้ำ ซึ่งเกิดจากการยุบตัวของกระดูกและไขมันตามอายุ หรือโครงสร้างใบหน้าตั้งแต่กำเนิด 

การฉีดฟิลเลอร์จะให้ผิวใต้ตาดูอิ่มฟู เรียบเนียน และชุ่มชื้นขึ้น ลดรอยคล้ำใต้ตาที่ทำให้หน้าดูโทรม นอกจากนี้ยังช่วยลดริ้วรอยบาง ๆ ให้ใบหน้าดูสดใสและอ่อนเยาว์ขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ เห็นผลลัพธ์ทันทีหลังทำ โดยไม่ต้องผ่าตัดและไม่ต้องพักฟื้นครับ

ฟิลเลอร์ใต้ตา คืออะไร ? ช่วยแก้ปัญหาใต้ตาอย่างไร ?

การเติมสาร HA ซึ่งมีคุณสมบัติกักเก็บน้ำสูง 

จะช่วยให้ผิวบริเวณนั้นดูอิ่มฟู ชุ่มชื้น และเรียบเนียนขึ้นทันทีหลังทำ

เติมฟิลเลอร์ใต้ตา ใช้ปริมาณกี่ CC ?

โดยทั่วไป ปริมาณฟิลเลอร์ใต้ตาที่ใช้จะอยู่ที่ 2–4 CC ขึ้นอยู่กับความลึกของร่องใต้ตา ริ้วรอย หรือระดับความคล้ำของแต่ละบุคคล หากใต้ตาลึกไม่มาก อาจใช้เพียง 1–2 CC ก็เพียงพอ แต่หากมีปัญหาใต้ตาเยอะ เช่น เบ้าตาลึกมาก ใต้ตาคล้ำหนัก หรือมีริ้วรอยร่วมด้วย ก็อาจต้องใช้ปริมาณฟิลเลอร์ที่มากขึ้นเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจน

อย่างไรก็ตาม ปริมาณที่ใช้ควรให้แพทย์เป็นผู้ประเมินและวางแผนการฉีดอย่างละเอียด เพื่อให้เหมาะกับรูปหน้าและลักษณะปัญหาของแต่ละคน การเลือกใช้ยี่ห้อฟิลเลอร์ใต้ตาที่เหมาะสม พร้อมเทคนิคการฉีดที่ถูกต้อง จะช่วยให้ผลลัพธ์หลังฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาออกมาสวยกลมกลืน ไม่เป็นก้อน และดูละมุนอย่างเป็นธรรมชาติครับ

เติมฟิลเลอร์ใต้ตา ใช้กี่ CC

ฟิลเลอร์ใต้ตาใช้ยี่ห้ออะไรบ้าง ? แบบไหนดีที่สุดสำหรับใต้ตา

ฟิลเลอร์ใต้ตายี่ห้อไหนดี ? ความจริงแล้ว ไม่มีคำตอบตายตัวครับ เพราะการเลือกยี่ห้อและรุ่นของฟิลเลอร์ จะต้องพิจารณาตามปัญหาเฉพาะของใต้ตาแต่ละเคส เช่น ร่องลึก ความคล้ำ ความบางของผิว หรือแม้แต่ลักษณะการเคลื่อนไหวของใบหน้าในชีวิตประจำวัน

แต่โดยทั่วไป แพทย์จะเลือกใช้ฟิลเลอร์ที่มีโมเลกุล ละเอียด เนื้อเนียน และไม่ฟูเกินไป สำหรับใต้ตาชั้นตื้น เพื่อป้องกันการบวมหรือเป็นก้อนเมื่อยิ้ม ส่วนชั้นลึกใต้ตาอาจใช้ฟิลเลอร์เนื้อแข็งขึ้น เพื่อทดแทนการยุบตัวของกระดูกใต้ตาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3 ยี่ห้อฟิลเลอร์ยอดนิยมที่เหมาะสำหรับฉีดใต้ตา

ฟิลเลอร์ใต้ตาใช้ยี่ห้ออะไรบ้าง

1. Juvederm (อเมริกา)

ผลิตโดยบริษัท Allergan ซึ่งเป็นบริษัทเดียวกับที่ผลิตโบท็อก Allergan มีจุดเด่นคือใช้เทคโนโลยี Hylacross และ Vycross ในการผลิตฟิลเลอร์ ที่ช่วยเรื่องความยืดหยุ่น เรียบเนียน และอยู่ได้นาน 

ฟิลเลอร์ Juvederm 3 รุ่นแนะนำสำหรับฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา

  • Juvederm Volite : ฟิลเลอร์ใต้ตาเนื้อฉ่ำ ใช้เติมใต้ตาชั้นตื้น เหมาะกับคนผิวบางแต่ไม่มากเกินไป
  • Juvederm Voluma : ฟิลเลอร์ใต้ตาเนื้อทน ฟูปานกลาง มีความยืดหยุ่นสูง เหมาะฉีดใต้ตาชั้นลึก
  • Juvederm Volux : ฟิลเลอร์ใต้ตาเนื้อทน มีความยืดหยุ่นและคงรูปได้ดี เหมาะฉีดเสริมกระดูกใต้ตาชั้นลึก

2. Restylane (สวีเดน)

ผลิตโดยบริษัท Galderma มีจุดเด่นคือใช้เทคโนโลยี NASHA และ OBT ในการผลิตฟิลเลอร์ ที่ช่วยควบคุมขนาดโมเลกุลได้แม่นยำ เหมาะกับการเลือกใช้ในทุกชั้นผิว

ฟิลเลอร์ Restylane 5 รุ่นแนะนำสำหรับฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา

  • Restylane Vital Light : ฟิลเลอร์ใต้ตาเนื้อฉ่ำ ละเอียดมากที่สุด เหมาะฉีดร่องใต้ตาชั้นบน เก็บรายละเอียดริ้วรอยเล็ก ๆ ใต้ตาชั้นตื้น ให้ดูเรียบเนียน
  • Restylane Vital : ฟิลเลอร์ใต้ตาเนื้อละเอียด เกลี่ยง่าย เหมาะสำหรับเก็บรายละเอียดใต้ตาชั้นตื้น ให้ผลเรียบเนียน เป็นธรรมชาติ
  • Restylane Classic : ฟิลเลอร์ใต้ตาเนื้อแน่น ใช้เก็บรายละเอียดใต้ตาชั้นลึกในคนที่มีผิวบาง
  • Restylane Defyne : ฟิลเลอร์ใต้ตาเนื้อทน แน่นปานกลาง มีความยืดหยุ่นและอุ้มน้ำได้ดี
  • Restylane Perlane Lyft : ฟิลเลอร์ใต้ตาเนื้อแน่น มีความคงตัวสูง ไม่ฟู และสามารถคงรูปได้ดีที่สุด

3. Belotero (สวิตเซอร์แลนด์)

ผลิตด้วยเทคโนโลยี CPM ช่วยให้ฟิลเลอร์มีความยืดหยุ่นสูง กลืนไปกับผิวได้ดี เหมาะกับบริเวณที่ผิวบางมาก เช่น ใต้ตา

ฟิลเลอร์ Belotero 3 รุ่นแนะนำสำหรับฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา

  • Belotero Soft : ฟิลเลอร์ใต้ตาเนื้อละเอียด เหมาะสำหรับฉีดใต้ตาชั้นตื้น เรียบเนียนไปกับผิว
  • Belotero Volume : ฟิลเลอร์ใต้ตาเนื้อแน่น ฟูปานกลาง มีความยืดหยุ่นและคงตัวสูง เหมาะฉีดเสริมกระดูกใต้ตาชั้นลึก
  • Belotero Revive : ฟิลเลอร์ใต้ตาเนื้อฉ่ำ มีส่วนประกอบของกลีเซอรอล ช่วยเพิ่มและกักเก็บความชุ่มชื้น ลดริ้วรอยเล็กๆ รอบดวงตา

นอกจากนี้ ยังมีฟิลเลอร์ใต้ตายี่ห้ออื่น ๆ ที่ใช้ได้ เช่น Definisse, Flore, Teoxane, Neuramis ฯลฯ ซึ่งบางรุ่นเหมาะสำหรับใต้ตา แต่ควรให้แพทย์เป็นผู้เลือกตามความเหมาะสมของเคสครับ

สรุป ฟิลเลอร์ใต้ตายี่ห้อไหนดีสุด ขึ้นอยู่กับลักษณะปัญหาใต้ตา ความบางของผิว และชั้นผิวที่จะฉีด ฟิลเลอร์ที่ดีไม่ใช่แค่ยี่ห้อ แต่คือ การเลือกใช้ให้ถูกกับตำแหน่ง โดยแพทย์ที่มีประสบการณ์และใช้เทคนิคที่ปลอดภัย เพื่อผลลัพธ์ที่ดูละมุน สวยเป็นธรรมชาติ ไม่เป็นก้อนครับ

วิธีดูฟิลเลอร์ใต้ตาของแท้ 

การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาให้ได้ผลลัพธ์ที่ปลอดภัยและเป็นธรรมชาติ ต้องใช้ ฟิลเลอร์แท้ที่ผ่าน อย. เท่านั้น เนื่องจากบริเวณใต้ตาเป็นจุดที่ผิวบางและบอบบางมาก หากใช้ของปลอมอาจเกิดผลข้างเคียงรุนแรง เช่น บวมแข็ง เป็นก้อน อักเสบ หรือลุกลามจนถึงขั้นตาบอดได้

วิธีดูฟิลเลอร์ใต้ตาของแท้

ก่อนฉีดควรตรวจสอบ “ฟิลเลอร์” ที่ด้วยตัวเอง โดยสังเกตจากจุดสำคัญต่อไปนี้

  • บรรจุภัณฑ์ต้องปิดสนิท ไม่มีรอยเปิด
  • มีเลขทะเบียน อย. และเอกสารกำกับภาษาไทย
  • มีเลข Lot. ตรงกัน ทั้งข้างกล่อง หลอด และสติ๊กเกอร์
  • โทรสอบถามเลข Lot. กับบริษัทผู้นำเข้าโดยตรง
  • บางยี่ห้อมี QR Code ให้สแกนตรวจสอบความถูกต้อง

คำแนะนำ : ควรขอดูฟิลเลอร์ก่อนฉีดทุกครั้ง และให้แพทย์เปิดกล่องใหม่ต่อหน้าเพื่อให้มั่นใจว่าใช้ของแท้ 100%

การเตรียมตัวและขั้นตอนการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา เป็นอย่างไร ?

การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาเป็นหัตถการที่ไม่ต้องผ่าตัดและเห็นผลทันที แต่เพื่อความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ควรมีการเตรียมตัวล่วงหน้า และทำความเข้าใจกับขั้นตอนที่แพทย์จะดำเนินการอย่างถูกต้อง

การเตรียมตัวและขั้นตอนการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา

การเตรียมตัวก่อนฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา

  1. ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา เช่น ประเภทของฟิลเลอร์ ข้อดี-ข้อเสีย ผลข้างเคียง
  2. เลือกคลินิกที่ได้มาตรฐาน และมีแพทย์ที่มีประสบการณ์เฉพาะทาง
  3. ดูรีวิวจากผู้ใช้บริการจริง เพื่อประกอบการตัดสินใจ
  4. งดยาและวิตามินบางชนิด เช่น แอสไพริน, ยากลุ่ม NSAIDs, วิตามิน E, น้ำมันปลา รวมถึงยาทาผลัดเซลล์ผิว
  5. งดแอลกอฮอล์ อย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนฉีด
  6. งดกิจกรรมกระตุ้นการไหลเวียนเลือด เช่น ออกกำลังกายหนัก ซาวน่า หรือการแว็กซ์หน้า

ขั้นตอนการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาในคลินิก

  1. ปรึกษาแพทย์ เพื่อประเมินปัญหาใต้ตาและเลือกชนิดฟิลเลอร์ที่เหมาะสม
  2. ทำความสะอาดผิวบริเวณใต้ตา (สามารถแต่งหน้ามาได้ แต่จะเช็ดเฉพาะจุดที่จะฉีด)
  3. แปะยาชา ทิ้งไว้ประมาณ 30–45 นาทีเพื่อลดความรู้สึกเจ็บ
  4. ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา โดยแพทย์จะใช้เทคนิคเฉพาะในการวางฟิลเลอร์ในชั้นผิวที่เหมาะสม
  5. ท่านั่งหรือนอนเอียง ระหว่างฉีด โดยศีรษะอยู่สูงกว่าหัวใจ เพื่อป้องกันเลือดออกมาก

แพทย์จะดูแลทุกขั้นตอนอย่างปลอดภัย เพื่อให้ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติ เรียบเนียน และลดความเสี่ยงของการบวมช้ำหลังทำ

ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาเจ็บไหม ? ใช้เข็มแบบไหน ?

หลายคนที่กำลังวางแผนจะฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาอาจกังวลว่า เจ็บไหม ? คำตอบคือ ไม่เจ็บมากครับ เพราะก่อนฉีดแพทย์จะมีการ แปะยาชา ก่อนทำหัตถการ และในปัจจุบันฟิลเลอร์ที่ใช้ส่วนมากมียาชาผสมในตัวอยู่แล้ว ทำให้ขณะฉีดรู้สึกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

และสำหรับบริเวณใต้ตา ซึ่งเป็นจุดที่ผิวบางและมีเส้นเลือดเยอะ แพทย์ส่วนใหญ่นิยมใช้ เข็มปลายทู่ (Cannula) แทนเข็มแหลม เพื่อหลีกเลี่ยงการแทงโดนเส้นเลือดโดยตรง ช่วยลดโอกาสเขียวช้ำ และช่วยให้ผลลัพธ์ดูเรียบเนียนกว่า

ฟิลเลอร์ใต้ตา บวมกี่วัน ? แล้วกี่วันถึงเห็นผลชัดเจน ?

ฟิลเลอร์ใต้ตา บวมกี่วัน แล้วกี่วันถึงเห็นผล

ในช่วง 3–7 วันแรกหลังฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา อาจมีอาการบวม เขียวช้ำ หรือคันเล็กน้อย บริเวณที่ฉีด ซึ่งถือเป็นปฏิกิริยาปกติของร่างกายและสามารถหายได้เองตามธรรมชาติ หากมีอาการปวดร่วมด้วย สามารถรับประทานยาแก้ปวดตามอาการได้ โดยทั่วไปอาการจะค่อย ๆ ดีขึ้นภายในไม่กี่วัน และสามารถเห็นผลลัพธ์ชัดเจนได้ภายใน ประมาณ 2 สัปดาห์ เมื่อฟิลเลอร์เริ่มเซ็ตตัวเต็มที่ครับ

ฟิลเลอร์ใต้ตา อยู่ได้นานแค่ไหน ?

โดยทั่วไป ฟิลเลอร์ใต้ตาจะอยู่ได้นานประมาณ 6-24 เดือน ขึ้นอยู่กับ ยี่ห้อฟิลเลอร์ที่ใช้, รุ่นของฟิลเลอร์, สภาพผิวของแต่ละคน, รวมถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิตหลังฉีด เช่น การนอนพักผ่อน การออกกำลังกาย หรือการสัมผัสความร้อน

ระยะเวลาอยู่ได้นานของฟิลเลอร์แต่ละยี่ห้อ/รุ่น

  • Juvederm Voluma 18 เดือน
  • Juvederm Volite 8-12 เดือน
  • Juvederm Volux 18-24 เดือน
  • Restylane Defyne 18 เดือน
  • Restylane Vital Light 6-12 เดือน
  • Restylane Vital 12 เดือน
  • Restylane Perlane lyft 12 เดือน
  • Restylane Classic 8 เดือน
  • Belotero Volume 18 เดือน
  • Belotero Revive 6-9 เดือน
  • Belotero Soft 8-12 เดือน

วิธีดูแลหลังฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา ให้เข้าที่ไว ไม่เป็นก้อน

การดูแลตัวเองหลังฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาอย่างถูกวิธี เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ฟิลเลอร์เซ็ตตัวเร็ว ลดโอกาสเกิดฟิลเลอร์ใต้ตาเป็นก้อน หรือรอยบวมช้ำ และยังช่วยยืดอายุของฟิลเลอร์ ช่วยให้หน้าดูอ่อนเยาว์ได้นานขึ้นอีกด้วย โดยเฉพาะในช่วง 3–7 วันแรก ควรใส่ใจพฤติกรรมที่อาจส่งผลต่อฟิลเลอร์อย่างใกล้ชิด

ข้อแนะนำการดูแลหลังฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา

  • หลังฉีดทันที หลีกเลี่ยงการจับ กด นวด แกะ เกา บริเวณใต้ตา และสามารถแกะพลาสเตอร์ได้หลังผ่านไป 1 ชั่วโมง
  • ในคืนแรก งดทาครีมบริเวณที่มีรอยเข็ม และหากมีอาการปวดหรือบวม สามารถรับประทานยาแก้ปวดตามคำแนะนำของแพทย์ได้
  • ในช่วง 3 วันแรก พยายามอย่าขยับใบหน้ามาก เช่น หัวเราะแรง ยิ้มกว้าง หรือแสดงสีหน้ารุนแรง เพราะอาจทำให้ฟิลเลอร์เคลื่อน
  • หลีกเลี่ยงความร้อนทุกชนิด เช่น ซาวน่า อบไอน้ำ ตากแดดจัด หรือทำเลเซอร์ร้อน และควรอยู่ในที่อากาศเย็นเพื่อช่วยลดบวม
  • งดออกกำลังกายหนัก หรือกิจกรรมที่ทำให้เหงื่อออกเยอะในช่วง 3 วันแรก
  • ล้างหน้าด้วยสบู่อ่อนโยน โดนน้ำได้ไม่เกิน 15 นาที และไม่ควรถูหรือขัดหน้าแรง
  • งดรับประทานอาหารที่กระตุ้นการไหลเวียนเลือด เช่น ของหมักดอง อาหารเผ็ดจัด หรืออาหารดิบจากแหล่งที่ไม่สะอาด
  • งดแอลกอฮอล์และงดสูบบุหรี่ เพราะอาจรบกวนการฟื้นตัวของฟิลเลอร์และทำให้ผลลัพธ์อยู่ได้สั้นลง
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ วันละ 1.5–2 ลิตร เพื่อช่วยให้ฟิลเลอร์ดูอิ่มฟูและคงผลลัพธ์ได้นาน
  • ภายใน 14 วันแรก ควรงดทำหัตถการที่ใช้ความร้อน เช่น Hifu, Ulthera, Thermage หรือเลเซอร์ร้อนทุกชนิด

ดื่มน้ำมาก ๆ ดูแลตัวเองหลังฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา

ดื่มน้ำวันละ 1.5–2 ลิตร ช่วยให้ฟิลเลอร์อิ่มฟูและอยู่ได้นานขึ้น

ฟิลเลอร์ใต้ตา กี่เดือนควรฉีดซ้ำ ?

ฟิลเลอร์ใต้ตาโดยทั่วไปจะเริ่มสลายภายใน 6–24 เดือน ขึ้นอยู่กับยี่ห้อที่ใช้และการดูแลหลังทำ หากเริ่มเห็นว่าร่องใต้ตากลับมา หรือใบหน้าดูโทรมลง สามารถฉีดซ้ำได้ตามการประเมินของแพทย์ เพื่อคงผลลัพธ์ให้ดูอ่อนเยาว์และเป็นธรรมชาติต่อเนื่องครับ

การฉีดซ้ำตามรอบถือว่าปลอดภัย แต่ไม่ควรฉีดบ่อยหรือเกินพอดี เพราะอาจทำให้ใต้ตาดูบวม หน้าดูแน่น การเติมซ้ำจึงควรเว้นช่วงให้ฟิลเลอร์เดิมสลายก่อน และอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์มากประสบการณ์เท่านั้นครับ

ฟิลเลอร์ใต้ตา อันตรายไหม ? มีผลข้างเคียงอะไรต้องระวัง ?

การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา ไม่เป็นอันตราย หากทำโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์ ใช้เทคนิคการฉีดที่ถูกต้อง และเลือกใช้ ฟิลเลอร์แท้ที่ผ่าน อย. เท่านั้น ฟิลเลอร์ชนิด Hyaluronic Acid (HA) เป็นสารที่สามารถสลายได้เอง 100% ไม่มีสารตกค้างในร่างกาย จึงถือว่ามีความปลอดภัยสูง

อย่างไรก็ตาม บริเวณใต้ตาเป็นจุดที่ผิวบางและอยู่ใกล้กับเส้นเลือดสำคัญ การฉีดจึงต้องอาศัยความแม่นยำสูง หากเลือกฉีดกับคลินิกที่ไม่ได้มาตรฐาน ใช้ฟิลเลอร์ปลอมหรือแพทย์ไม่มีประสบการณ์ อาจเสี่ยงเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น เนื้อตาย, ตาบอด, หรือเกิดก้อนแข็งใต้ตาได้

ฟิลเลอร์ใต้ตา กับ ฉีดไขมันใต้ตา เลือกอะไรดี ?

ฟิลเลอร์ใต้ตา กับ ฉีดไขมันใต้ตา เลือกอะไรดี

ทั้งฟิลเลอร์ใต้ตา และ การฉีดไขมันใต้ตา ต่างก็เป็นวิธีช่วยเติมเต็มร่องลึก ใต้ตาคล้ำ และใบหน้าที่ดูโทรมให้กลับมาดูสดใส อ่อนเยาว์อีกครั้ง แต่ทั้งสองวิธีมีข้อดีและข้อควรพิจารณาที่แตกต่างกัน

หากต้องการผลลัพธ์ที่รวดเร็ว ไม่ต้องพักฟื้น การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาจะเหมาะกว่า เพราะสามารถเห็นผลทันทีหลังทำ ใช้เวลาไม่นาน และไม่ต้องผ่าตัด ขณะที่การฉีดไขมันแม้จะให้ผลลัพธ์ ที่อยู่ได้นานกว่า แต่ต้องมีขั้นตอนดูดไขมันจากร่างกายตนเอง มีรอยช้ำและต้องใช้เวลาพักฟื้น รวมถึงไขมันที่ฉีดเข้าไปอาจสลายบางส่วน จึงอาจต้องเติมซ้ำ

เปรียบเทียบฟิลเลอร์ใต้ตา vs ฉีดไขมันใต้ตา

รายการ ฟิลเลอร์ใต้ตา ฉีดไขมันใต้ตา
ผลลัพธ์ เห็นการเปลี่ยนแปลงทันที และเห็นผลเต็มที่ใน 2 สัปดาห์  เห็นผลภายใน 2–3 เดือน
ระยะเวลาพักฟื้น ไม่ต้องพักฟื้น ต้องพักฟื้นจากการดูดไขมัน
ระยะเวลาคงผล 6–24 เดือน 1 ปี (ขึ้นอยู่กับร่างกายแต่ละคน)
ระยะเวลาการเห็นผล เห็นผลได้ชัดเจนตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำ ปริมาณไขมันที่ติดอาจไม่แน่นอน ครั้งแรกอาจจะยังไม่ค่อยเห็นผล

ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา ทำร่วมกับหัตถการอื่นได้ไหม ?

หลังฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา สามารถทำหัตถการอื่นร่วมได้ครับ เช่น ฉีดโบท็อก ร้อยไหม เมโสหน้าใส หรือทำเครื่องยกกระชับอย่าง Hifu, Ulthera หรือ Thermage แต่ควรเว้นระยะเวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ขึ้นไป เพื่อให้ฟิลเลอร์เซ็ตตัวเข้าที่ ลดความเสี่ยงเรื่องการเคลื่อนของฟิลเลอร์ และช่วยให้ผลลัพธ์จากแต่ละหัตถการออกมาชัดเจนมากขึ้น

การเรียงลำดับว่าจะทำฟิลเลอร์ก่อนหรือทำหัตถการอื่นก่อนนั้น ควรได้รับการประเมินและวางแผนโดยแพทย์ เนื่องจากบางเทคโนโลยีอาจกระทบต่อชั้นผิวที่ฟิลเลอร์ถูกฉีดไว้ได้ หากวางแผนร่วมกันอย่างเหมาะสม จะช่วยให้ผลลัพธ์ออกมาสวยละมุน ดูเป็นธรมชาติ และปลอดภัยครับ

ฟิลเลอร์ใต้ตา ราคาเท่าไหร่ ?

ราคาฟิลเลอร์ใต้ตาโดยทั่วไปจะเริ่มต้นประมาณ 9,900 – 18,000 บาทต่อ 1 CC ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ยี่ห้อของฟิลเลอร์, ปริมาณที่ใช้, รุ่นของฟิลเลอร์ที่เลือก, และ ความชำนาญของแพทย์ ที่ทำหัตถการ โดยในบางเคสที่มีปัญหาใต้ตาระดับมาก อาจต้องใช้มากกว่า 1 CC เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจน

ฟิลเลอร์ใต้ตา ราคาเท่าไหร่

สิ่งสำคัญคือ ไม่ควรตัดสินใจเลือกฉีดฟิลเลอร์จากราคาถูกเพียงอย่างเดียว เพราะราคาที่ต่ำผิดปกติอาจมาจากการใช้ฟิลเลอร์ปลอม หรือฉีดโดยผู้ที่ไม่มีใบประกอบวิชาชีพ ซึ่งอาจนำไปสู่ผลข้างเคียงร้ายแรงได้ ดังนั้นควรเลือกคลินิกที่มีใบอนุญาตถูกต้อง ใช้ฟิลเลอร์แท้ที่สามารถตรวจสอบได้ และมีแพทย์มากประสบการร์คอยดูแลอยู่เสมอครับ

เลือกคลินิกฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาที่ไหนดี ? ดูจากอะไร ?

เลือกคลินิกฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาที่ไหนดีหากต้องการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาให้ปลอดภัย ไม่เป็นก้อน และได้ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ ควรเลือกคลินิกที่น่าเชื่อถือ และมีมาตรฐานทางการแพทย์ โดยพิจารณาจากสิ่งต่อไปนี้

  • คลินิกเปิดถูกต้องตามกฎหมาย มีใบอนุญาตประกอบกิจการชัดเจน พร้อมแสดงชื่อผู้ดำเนินการและเลขใบอนุญาตให้ห็นชัดเจน เช่น บริเวณหน้าคลินิก 
  • แพทย์มีประสบการณ์สูง ต้องเป็นผู้ที่ผ่านการอบรมด้านการฉีดฟิลเลอร์ มีประสบการณ์ในการฉีดใต้ตาโดยเฉพาะ ตรวจสอบชื่อ-นามสกุล หรือเลข ว.ได้ที่เว็บไวต์แพทยสภา
  • ใช้ฟิลเลอร์แท้ 100% ผ่าน อย. นำเข้าจากบริษัทผู้นำเข้าโดยตรง ตรวจสอบได้ มีเลขล็อตผลิตภัณฑ์ มีการเปิดกล่องใหม่ต่อหน้าคนไข้ทุกครั้งก่อนฉีด และอนุญาตให้คนไข้นำกล่องตัวยาที่ฉีดกลับบ้านได้
  • มีรีวิวจากผู้ใช้บริการจริง สามารถดูเคสก่อน–หลังฉีดจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เช่น Facebook Fanpage, Pantip, Wongnai
  • ให้คำแนะนำก่อนทำอย่างละเอียด มีการประเมินใบหน้า วางแผนการฉีด และแนะนำรุ่นฟิลเลอร์ที่เหมาะสมกับใต้ตาแต่ละเคส
  • มีบริการติดตามผลหลังฉีด ให้คำแนะนำหลังทำอย่างใกล้ชิด พร้อมช่องทางติดต่อแพทย์เจ้าของเคสได้โดยตรง

สรุป ฟิลเลอร์ใต้ตา ฉีดแล้วดีไหม เหมาะกับใคร ?

ฟิลเลอร์ใต้ตา คือทางเลือกที่ตอบโจทย์อย่างตรงจุด เหมาะมากสำหรับผู้ที่ต้องการคืนความสดใสให้ใบหน้าอย่างเป็นธรรมชาติครับ ด้วยการเติมเต็มร่องลึก ลดความหมองคล้ำ และเพิ่มความอิ่มฟูให้ผิวใต้ตา จะช่วยให้ใบหน้าดูสดใสและอ่อนเยาว์ทันทีหลังทำ โดยไม่ต้องผ่าตัดหรือพักฟื้น ทั้งยังปลอดภัยเมื่อใช้ฟิลเลอร์แท้ที่ผ่านการรับรองจาก อย. และฉีดโดยแพทย์มากประสบการณ์ ภายในคลินิกที่ได้มาตรฐาน