อินฟลูเอนเซอร์กับแพทย์: การเปลี่ยนผ่านของความน่าเชื่อถือจากกลุ่มเจน Y-Z 

โลกออนไลน์ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันอย่างเต็มตัว โดยเฉพาะกับคนเจน Y และ Z ที่ใช้เวลาอยู่บนโซเชียลมีเดียหลายชั่วโมงต่อวัน มีงานวิจัยจากฮ่องกงและสหรัฐฯ ระบุว่า เกือบครึ่งของคนเจน Z (48%) และคนเจน Y (46%) มองว่าอินฟลูเอนเซอร์มีความน่าเชื่อถือมากกว่าแพทย์ ซึ่งสะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาพึ่งพาข้อมูลจากคนดังออนไลน์มากขึ้น

กระแสโซเชียลที่เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันไปแล้วหรือเปล่า


ปฏิเสธไม่ได้ว่า ใคร ๆ ก็เข้าไปใช้งานโซเชียลมีเดียกันทุกวัน หรืออาจจะบอกได้ว่า ตั้งแต่เช้าจนถึงก่อนนอนเลยทีเดียว โดยตามวิจัยจาก Askattest มีคนเจน Z กว่า 91% ที่ต้องเล่นโซเชียลมีเดียทุกวันและมีเปอร์เซ็น 50% ที่ใช้เวลาบนหน้าจอรวมกันต่อวันเกิน 3 ชั่วโมงด้วยกัน ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องปกติของคนในช่วงวัย 13-27 ปีที่เกิดมาพร้อมกับการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้ง่ายกว่าคนยุคก่อน นอกจากนี้ยังเป็นช่วงวัยที่สำคัญในการเปลี่ยนวัฒนธรรมการใช้โลกออนไลน์ในปัจจุบันอีกด้วย 

มาต่อกันที่เจน Y ซึ่งก็ยังคงมีการใช้งานแพลทฟอร์มออนไลน์ไม่แพ้กัน โดยมีงานวิจัยพบว่า พวกเขาใช้งานโดยเฉลี่ยมากถึง 2 ชั่วโมง 45 นาทีต่อวัน และมีคนใช้งานโลกออนไลน์มากถึง 86% ด้วยกัน รวมถึงคนกลุ่มยังนี้ยังสนใจการซื้อของออนไลน์และติดตามข่าวสารที่มาจากอินเตอร์เน็ตเป็นหลัก

ทำไมอินฟลูเอนเซอร์น่าเชื่อถือว่าหมอในยุคปัจจุบัน

ด้วยเหตุที่ว่า การเข้าถึงอินฟลูเอนเซอร์ผ่านหน้าจอมือถือ ทำได้ง่ายกว่าการเดินทางไปหาแพทย์เฉพาะทางที่อยู่ตามโรงพยาบาลและคลินิค จึงทำให้มีชาวเจน Z จำนวนไม่น้อย หันมาหาข้อมูลในสิ่งที่พวกเขาสนใจเพิ่มเติมผ่าน “คนดัง” ในโลกออนไลน์มากกว่า เพราะนอกจากติดตามได้ง่ายแล้ว ยังให้ความรู้สึกเหมือนเพื่อนบอกเพื่อนอีกด้วย อีกทั้งระบบอัลกอริทึ่มของแพลทฟอร์มต่าง ๆ ยังพร้อมนำเสนอสิ่งที่ผู้ใช้กำลังค้นหาอยู่เป็นประจำ จึงทำให้มีการเข้าถึงง่ายแบบแทบจะไม่ต้องพยายามเลยทีเดียว

นั่นคงเป็นเหตุผลว่า ทำไมแบรนด์ต่าง ๆ ถึงเลือกที่จะมีอินฟลูเอนเซอร์มาเป็นหน้าตาของพวกเขา โดยเฉพาะการโปรโมทผ่านโซเชียลมีเดีย ไม่ว่าจะเป็น TikTok, Instagram ไปจนถึง Facebook และ Youtube ซึ่งการเลือกใช้คนดังเหล่านี้ ไม่จำเป็นต้องมาจากวงการนักแสดงเท่านั้น แต่ยังเป็นแค่คนดังจากวงการใดก็ได้ อย่างวงการแพทย์ ศิลปะ นักข่าว หรือเทรนเนอร์ ประกอบกับคนสมัยใหม่ที่ไม่ได้ติดตามสื่อเหมือนสมัยก่อน ยิ่งทำให้แบรนด์ต้องหาวิธีสื่อสารแบบใหม่ เพื่อซื้อใจกลุ่มเป้าหมายให้มากขึ้น จนทำให้การใช้อินฟลูฯ เป็นทางออกสำคัญในที่สุด หากกลุ่มเป้าหมายชื่นชอบคนดังเหล่านั้นอยู่แล้ว ยิ่งเพิ่มความเชื่อใจให้กับแบรนด์ไปโดยปริยายเลยทีเดียว 

เมื่อลองสอบถามความเห็นจากอินฟลูเอนเซอร์และนางแบบแบรนด์ Showpo จากประเทศออสเตรเลีย อย่างคุณ Newzy สิ่งหนึ่งที่อาจทำให้คนหันมาเชื่อถือคนดังมากกว่าก็เป็นเพราะว่า อินฟลูกลายเป็น Advertising Tool อย่างหนึ่งไปแล้ว ซึ่งเขาได้กล่าวว่า “ถ้าหากพวกเขามีผู้ติดตามที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมายของแบรนด์ มีผู้ติดตาม และมีการเข้าถึงคอนเทนต์ที่ดี รวมถึงถ้ามีบุคลิคที่น่าจดจำจะยิ่งช่วยโน้มน้าวได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังมีหลายครั้งที่ทำคอนเทนต์ที่มีคน DM เข้ามา เพราะอยากทำตามเหมือนกันค่ะ”

หรือในมุมของคลินิกเสริมความงามที่มักจะร่วมงานกับ Influencer อยู่เสมอ ทาง Mona Clinic ที่ได้เปิดตัว Yang Dong Won ยูทูบเบอร์ชาวเกาหลีใต้มาเป็น Friends of Brand ในช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา ก็มีมุมมองที่น่าสนใจจากทั้งประเทศเกาหลีใต้และประเทศไทยเช่นกัน “ในประเทศไทย อินฟลูเอนเซอร์ยังคงมีอิทธิพลต่อผู้บริโภคสูงมาก เนื่องจากผู้คนจำนวนไม่น้อยมีความเชื่อว่าอินฟลูเอนเซอร์ “เข้าถึงข้อมูลได้มากกว่า” หรือ “ลองใช้จริงก่อนใคร” ทำให้สิ่งที่อินฟลูถ่ายทอดออกมา ดูน่าเชื่อถือและใกล้ชิดกว่าการสื่อสารจากแบรนด์หรือผู้เชี่ยวชาญโดยตรง

ด้วยเหตุนี้ อินฟลูจึงกลายเป็นผู้ที่มีพลังในการโน้มน้าวการตัดสินใจ ของผู้บริโภคอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการสร้างกระแส การรีวิวสินค้า หรือการเล่าเรื่องในมุมมองที่ผู้บริโภครู้สึกเชื่อมโยงได้ง่าย” 

แม้ว่าหลายคนยังสงสัยกับความน่าเชื่อถือของอินฟลูเอนเซอร์ ในเรื่องการใช้งานสินค้าที่พวกเขาถูกจ้างจริง ๆ หรือไม่ แต่ทางคุณ Yang Dong Won เองก็ยืนยันว่า สำหรับเขายังมองถึงการดูแลเอาใจใส่เป็นเหตุผลสำคัญที่จะเลือกทำหัตถการกับคลินิคนั้น ๆ

แม้ว่าเราจะเพิ่งรู้จักกับ Mona Clinic ได้ไม่นาน แต่สิ่งที่สัมผัสได้ชัดเจนคือ การดูแลเอาใจใส่และการเทคแคร์ที่จริงใจ ซึ่งสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง จุดเด่นสำคัญคือคลินิกไม่ได้หยุดอยู่กับที่ แต่เลือกที่จะ พัฒนาตัวเองอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการคัดสรร สินค้าใหม่ เครื่องมือใหม่ เพื่อนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า”  

จากการสำรวจความนิยมของอาชีพต่าง ๆ ในโลกโซเชียลมีเดียและพบว่า คนการใช้ Hashtag เกี่ยวกับ  “อินฟลูเอนเซอร์” มากกว่า 4 ล้านครั้ง ถือเป็นหนึ่งในอาชีพที่ได้รับความนิยมมากที่สุด และเมื่อเทียบกับ “หมอ” หรือ “แพทย์” ที่มีการใช้ Hashtag เพียง 2 แสนครั้ง หรือเพียง 5% ของความนิยมที่เหล่าอินฟลูฯ มีนั่นเอง 

นอกจากนี้ทาง “คุณยู” ณัฐดนัย จีระเดชากุล CEO จากคลินิกก็มีความเข้าใจในพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปคนรุ่นใหม่เช่นกัน “สิ่งหนึ่งที่ทำให้ Influencer มีพลังในการโน้มน้าวใจ คือการที่พวกเขาสามารถสะท้อนปัญหา ความต้องการ หรือความกังวลของกลุ่มเป้าหมายได้อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในธุรกิจคลินิกความงาม ซึ่งเป็นธุรกิจที่การตัดสินใจของลูกค้าส่วนใหญ่มักพึ่งพา “ความเชื่อมั่น” และ “ผลลัพธ์ที่จับต้องได้”

ผู้บริโภคในปี 2025 ไม่ได้ตัดสินใจซื้อจากโฆษณาเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่พวกเขาใช้เวลาอ่านรีวิว ดู Before-After และศึกษาความเห็นของคนที่เคยมีประสบการณ์จริง ยิ่งถ้ารีวิวเหล่านั้นมาจาก Influencer ที่พวกเขาชื่นชอบหรือรู้สึกว่า “คล้ายกับตัวเอง” ความน่าเชื่อถือก็ยิ่งเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ

สำหรับธุรกิจคลินิกความงามแล้ว การเลือก Influencer ที่มีบุคลิกหรือปัญหาตรงกับกลุ่มเป้าหมาย ถือเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยเพิ่ม Conversion และความเชื่อมั่นได้อย่างแท้จริง” 

ถึงไม่ใช่ครีเอเตอร์ แต่แพทย์ก็เชื่อถือได้

ไม่ใช่แค่ครีเอเตอร์เท่านั้นมองเห็นประโยชน์ของโซเชียลมีเดีย เพราะมีแพทย์หลายคนที่มองว่า พวกเขาสามารถสื่อสารกับคนอื่น ๆ ในโลกออนไลน์ได้มากขึ้นเช่นกัน ซึ่งก็เป็นข้อดีที่ทำให้คุณหมอหลายคนเริ่มเป็นกระบอกเสียงให้กับวงการแพทย์เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการแชร์ประสบการณ์เกี่ยวกับเคสที่หลายคนเจอ ไปจนถึงการเปิดเผยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความเชื่อต่าง ๆ ที่ทำให้คนหันมาสนใจแพทย์ในรูปแบบที่ต่างจากเดิม

เมื่อปี 2024 ที่ผ่านมา Dr. Elizabeth Houshmand แพทย์ผิวหนังจากประเทศสหรัฐ ได้ออกมาเปิดเผยประสบการณ์ที่เธอเจอมาด้วยตัวเองเกี่ยวกับผู้ป่วยวัยเพียง 9 ขวบที่มีผื่นขึ้นใบหน้า เพราะเขาใช้คลีนเซอร์ที่ได้แนะนำมาจากคลิปหนึ่งในโซเชียลมีเดีย แม้จะมีแม่ของเธอให้คำปรึกษาในเบื้องต้นอีกด้วย แต่สุดท้ายกลับเกิดอาการแพ้ เพราะสาร Glycolic acid ในผลิตภัณฑ์นั้นไม่ได้เหมาะสำหรับผิวเด็กที่บอบบาง โชคดีที่สุดท้ายเธอเข้ารับการรักษาได้ทันท่วงทีและไม่เกิดผิวเสียตามมา

ขณะเดียวกัน Dr Tan Ying Zhou ผู้ก่อตั้ง Mizu Aesthetic Clinic จากประเทศสิงค์โปรก็เปิดเผยว่า การมาของสังคมออนไลน์ช่วยให้การทำหัตถการบนใบหน้าเป็นที่นิยมมากขึ้น เนื่องจากทุกคนสามารถแลกเปลี่ยนความเห็นกันได้ง่าย นอกจากนี้ยังมองว่า ความนิยมของเหล่าศิลปิน K-Pop ก็มีส่วนช่วยให้การ “ทำหน้า” ได้รับความนิยมมากขึ้นเช่นกัน แม้ว่า Dr. Tan ยังมีความกังวลเกี่ยวกับอิทธิพลทางความคิดของเหล่าอินฟลูฯ โดยเฉพาะบางคนอาจมีอคติในใจและให้รีวิวเพียงแค่ด้านดีเท่านั้น ซึ่งแตกต่างจากแพทย์เฉพาะทางที่ผ่านการวิเคราะห์ผ่านประสบการณ์และงานวิจัยทางจากแพทย์เป็นหลัก

ในฝั่งของประเทศไทยนั้น ทาง “หมอมิลค์” พญ.ศริญญา คำอ้าย จาก Mona Clinic ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับกระแสการเปลี่ยนผ่านของการใช้งานโลกออนไลน์กับการทำหัตถการไว้เช่นกันว่า “ความนิยมของหัตถการในคนกลุ่มเจน Y และ Z มีแนวโน้มการเติบโตที่ค่อนข้างสูงใน 1-2 ปีมานี้ และ Gen Z มีความแตกต่างจาก Gen อื่นๆ เนื่องจากพวกเขาเกิดมาพร้อมกับเทคโนโลยีและโซเชียลมีเดีย จึงมีพฤติกรรมการค้นหาและตัดสินใจที่เน้น Reality และข้อมูลที่รวดเร็ว ซึ่งการเปิดใจเข้าคลินิกตั้งแต่อายุยังน้อย ผลลัพธ์ต้องตรงใจ และเป็นธรรมชาติ ไม่ต้องพักฟื้นมาก โดย Gen Z ให้ความสนใจและเริ่มต้นดูแลตัวเองจากหัตถการ Botox, filler, IV drip และเน้นหัตถการเพื่อป้องกันและดูแลตั้งแต่เนิ่นๆ ซึ่งมุมมองอาจจะต่างจาก Gen X,Y ที่เน้นการแก้ไขปัญหาและความจำเป็นเป็นหลัก

ขณะที่ความน่าเชื่อถือของแพทย์ สำหรับหมอมิลค์นั้น ไม่ได้ลดลงไป แต่ให้เน้นย้ำที่ไปความถูกต้อง ปลอดภัย และเหมาะสมจะดีที่สุด “ในปัจจุบันเป็นยุคที่ข้อมูลสามารถเข้าถึงได้ง่าย เทรนด์ความงามก็ค่อนข้างเป็นสิ่งที่มาไวไปไว การสื่อสารของแพทย์จึงควรเน้นที่ ความถูกต้อง, ความปลอดภัย, ความเหมาะสม (Individualization) มากกว่าความนิยมตามกระแส เพื่อยกระดับความน่าเชื่อถือจาก “หมอที่ตามเทรนด์” ไปสู่ “แพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ไว้ใจได้

สุดท้ายกระแสอินฟลูเอนเซอร์ที่เติบโตอย่างรวดเร็วสะท้อนพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคดิจิทัลที่ต้องการข้อมูลเร็ว เข้าถึงง่าย และรู้สึกใกล้ชิดมากกว่าการสื่อสารแบบดั้งเดิม แม้อิทธิพลของครีเอเตอร์จะช่วยขับเคลื่อนการตัดสินใจของคนเจน Y และ Z ได้ดี แต่ข้อมูลทางการแพทย์ที่ถูกต้องและปลอดภัยยังคงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ โดยเฉพาะในธุรกิจด้านสุขภาพและความงามที่ผลลัพธ์มีผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้รับบริการ  สุดท้ายแล้ว ทางผู้บริโภคจึงเป็นผู้มีบทบาทสำคัญที่สุดในการเลือกตัดสินใจ โดยใช้ข้อมูลจากทั้งผู้เชี่ยวชาญและคอนเทนต์รีวิวจากผู้ใช้จริงเพื่อตอบโจทย์สิ่งที่เหมาะสมกับพวกเขามากที่สุด