รู้จัก 3 ประเภทของโรคสมาธิสั้น (ADHD) ลูกคุณกำลังเข้าข่ายกลุ่มไหน

ภาพจำของคนส่วนใหญ่เมื่อพูดถึง “เด็กสมาธิสั้น” มักจะนึกถึงเด็กที่วิ่งซนตลอดเวลา นั่งไม่ติดที่ หรือทำลายข้าวของ จนทำให้คุณพ่อคุณแม่หลายคนมองข้ามเด็กที่มีอาการเหม่อลอย นั่งนิ่งๆ แต่ไม่สามารถจดจ่อกับสิ่งใดได้นาน พฤติกรรมที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้วนี้ ทำให้ผู้ปกครองมักเกิดความสับสนและตั้งคำถามว่าแท้จริงแล้วอาการ ไฮเปอร์กับสมาธิสั้นต่างกันอย่างไร 

บทความนี้จะพาไปเจาะลึกประเภทของโรคสมาธิสั้น (ADHD) ตามหลักการแพทย์ เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่สามารถสังเกตและประเมินพฤติกรรมของลูกรักได้อย่างถูกต้องและเข้าใจมากยิ่งขึ้น


โรคสมาธิสั้น (ADHD) ไม่ได้แปลว่าต้อง “ซน” เสมอไป

ไฮเปอร์กับสมาธิสั้นต่างกันอย่างไรโรคสมาธิสั้น หรือ ADHD (Attention Deficit Hyperactivity Disorder) คือกลุ่มอาการที่เกิดจากความบกพร่องของสมองส่วนหน้า ซึ่งทำหน้าที่ในการควบคุมสมาธิ การยับยั้งชั่งใจ และการจัดการพฤติกรรมของตนเอง ความบกพร่องนี้ส่งผลให้เด็กไม่สามารถจดจ่อกับงานที่อยู่ตรงหน้า ควบคุมอารมณ์ได้ยาก และบางรายอาจมีพฤติกรรมหุนหันพลันแล่นร่วมด้วย

สิ่งสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่ต้องทำความเข้าใจใหม่คือ คำว่า “ไฮเปอร์” (Hyperactive) หรือพฤติกรรมอยู่ไม่นิ่งนั้น เป็นเพียงแค่อาการแขนงหนึ่งในกลุ่มโรคสมาธิสั้นเท่านั้น ไม่ใช่อาการทั้งหมด เด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้นจึงไม่ได้แปลว่าจะต้องเป็นเด็กซน เต้นแร้งเต้นกา หรือวิ่งพล่านเสมอไป บางคนอาจจะดูเรียบร้อย นั่งนิ่ง แต่ภายในสมองของเขากำลังว้าวุ่นและไม่สามารถจับจดกับอะไรได้เลย ทางการแพทย์จึงได้แบ่งโรคสมาธิสั้นออกเป็น 3 ประเภทหลักตามอาการที่แสดงออกอย่างชัดเจน

เจาะลึก 3 ประเภทของโรคสมาธิสั้น สังเกตลูกเข้าข่ายกลุ่มไหน?

ไฮเปอร์กับสมาธิสั้นต่างกันอย่างไรทางการแพทย์ได้จัดกลุ่มอาการของโรคสมาธิสั้น (ADHD) ออกเป็น 3 ประเภทหลัก ตามลักษณะพฤติกรรมที่เด็กแสดงออกบ่อยและชัดเจนที่สุด การทำความเข้าใจว่าลูกของเราจัดอยู่ในกลุ่มใด ถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้พ่อแม่และผู้เชี่ยวชาญสามารถออกแบบวิธีการดูแล ปรับสภาพแวดล้อม และเลือกวิธีรับมือได้อย่างถูกต้องตรงจุด ลองมาเช็กกันดูว่าพฤติกรรมของลูกกำลังเข้าข่ายกลุ่มไหนจาก 3 ประเภทนี้

1. ประเภทขาดสมาธิเป็นหลัก (Inattentive Type) : “กลุ่มเด็กเหม่อลอย”

เด็กกลุ่มนี้จะมีลักษณะเด่นคือ นิ่ง ไม่ซน ไม่วุ่นวายกับใคร แต่จะสมาธิหลุดง่ายมาก ไม่สามารถโฟกัสกับงานหรือกิจกรรมที่ต้องใช้ความพยายามต่อเนื่องได้ พฤติกรรมที่พบบ่อยคือ มักจะทำของใช้ส่วนตัวหายเป็นประจำ ขี้ลืม ทำการบ้านหรืองานที่ได้รับมอบหมายไม่เสร็จตามกำหนด เวลาที่คนอื่นพูดด้วยมักจะดูเหมือนไม่ได้ฟัง นั่งใจลอย หรือถูกเบี่ยงเบนความสนใจจากสิ่งแวดล้อมรอบข้างได้ง่ายมาก แม้กระทั่งเสียงนกขยับปีกก็ทำให้สมาธิหลุดได้

ข้อควรระวังสำหรับเด็กกลุ่มนี้คือ มักจะถูกมองข้ามจากครูและผู้ปกครอง เพราะพวกเขาไม่ได้สร้างความเดือดร้อนรำคาญให้ใคร พ่อแม่อาจจะเข้าใจผิดคิดว่าลูกแค่เป็นเด็กขี้เกียจ ไม่ตั้งใจเรียน หรือหัวช้า ซึ่งหากปล่อยไว้อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นใจและการเรียนในระยะยาวได้

2. ประเภทอยู่ไม่นิ่งและหุนหันพลันแล่นเป็นหลัก (Hyperactive-Impulsive Type) : “กลุ่มเด็กพลังล้น”

นี่คือกลุ่มที่ตรงกับภาพจำของคำว่า “เด็กสมาธิสั้น” มากที่สุด ลักษณะเด่นคือ ซนมาก ขยับตัวตลอดเวลา และไม่สามารถควบคุมความต้องการของตัวเองได้ พฤติกรรมที่พบบ่อยคือ นั่งไม่ติดเก้าอี้ ชอบปีนป่ายในสถานที่ไม่เหมาะสม พูดเก่ง พูดโพล่ง พูดแทรกเวลาคนอื่นกำลังสนทนากัน รอคอยคิวไม่เป็น และมักจะทำลงไปก่อนที่จะคิด (Impulsive) จนทำให้เกิดอุบัติเหตุเจ็บตัวอยู่บ่อยครั้ง

ข้อควรระวังคือ เด็กกลุ่มนี้คือกลุ่มที่คนทั่วไปมักสับสนกับคำว่า “ไฮเปอร์” มากที่สุด และมักจะถูกดุถูกลงโทษว่าดื้อรั้น ก้าวร้าว ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ระบบประสาทและสารเคมีในสมองของเขากำลังทำงานล้นเกิน ทำให้เขาไม่สามารถสั่งการให้ร่างกายหยุดนิ่งได้ตามปกติ

3. ประเภทผสม (Combined Type) : “กลุ่มที่มีทั้งสองอาการรวมกัน”

ประเภทผสมคือกลุ่มที่พบได้บ่อยที่สุดในบรรดาเด็กที่ถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคสมาธิสั้น (ADHD) เด็กในกลุ่มนี้จะมีลักษณะเด่นของทั้งประเภทขาดสมาธิและประเภทอยู่ไม่นิ่งรวมอยู่ในคนเดียวกัน นั่นหมายความว่า พวกเขาจะมีทั้งอาการเหม่อลอย ขี้ลืม ขาดสมาธิในการทำงาน ร่วมกับอาการซน อยู่ไม่นิ่ง พูดแทรก และหุนหันพลันแล่น

ตามเกณฑ์การวินิจฉัยทางการแพทย์ เด็กจะต้องแสดงพฤติกรรมที่เข้าข่ายความบกพร่องทั้งในด้านการขาดสมาธิ และด้านการอยู่ไม่นิ่งหรือหุนหันพลันแล่นอย่างต่อเนื่องเป็นเวลามากกว่า 6 เดือน และอาการเหล่านี้ต้องส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ทั้งที่บ้านและที่โรงเรียนอย่างชัดเจน

สรุป

การแยกประเภทของโรคสมาธิสั้นให้ออก ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญมากในการช่วยเหลือเด็กๆ เพราะเด็กแต่ละประเภทต้องการแนวทางการรักษาและการปรับพฤติกรรมที่แตกต่างกัน หากคุณพ่อคุณแม่สังเกตเห็นพฤติกรรมที่เข้าข่ายตามเช็กลิสต์เหล่านี้ และรู้สึกว่าเริ่มส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของลูก สามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ Neuro Balance เพื่อเข้ารับการประเมินการทำงานของสมองอย่างละเอียด และหาแนวทางฟื้นฟูที่ตรงจุด ปลอดภัย และไม่พึ่งพายา เพื่อช่วยให้เด็กๆ กลับมามีสมาธิและพัฒนาการที่สมวัยต่อไป