Monday, October 19, 2020
More

    คนไทยให้ความสำคัญกับผิวหน้า ส่งให้ตลาดสกินแคร์-เมคอัพ มีมูลค่ารวมกว่า 11.87 หมื่นล้านบาท

    ในปี 2562 อุตสาหกรรมความงามในประเทศไทยมีอัตราการเติบโตที่ 6.7% ด้วยมูลค่าตลาดรวมกว่า 2.18 แสนล้านบาท เมื่อเทียบกับปี 2561 โดยเฉพาะในกลุ่มสกินแคร์ดูแลผิวหน้า ซึ่งมีส่วนแบ่งทางการตลาดในกลุ่มสกินแคร์อยู่ที่ 81% จากมูลค่าภาพรวมอยู่ที่ 9.19 หมื่นล้านบาท ขณะเดียวกันในกลุ่มเมคอัพ ก็พบว่า เมคอัพสำหรับบริเวณผิวหน้า มีสัดส่วนการครองตลาดถึง 57% ซึ่งสูงเป็นอันดับ 1 ในหมวดเครื่องสำอาง ซึ่งชี้ให้เห็นว่าคนไทยให้ความสำคัญกับผิวหน้าเป็นอย่างมาก

    ซึ่งสถานการณ์ปัจจุบันที่ผู้บริโภคต้องใช้ชีวิตในวิถีใหม่ หรือ New Normal ความงาม และการดำเนินชีวิตประจำวันยังคงเป็นสองสิ่งจำเป็นที่มาคู่กัน จึงเป็นความท้าทายสำหรับภาคธุรกิจ ที่ต้องเร่งปรับตัวให้ทันกับสถานการณ์


    ตลาดความงามไทยเติบโตมากกว่าภาพรวมทั่วโลก

    ผลิตภัณฑ์ความงามตลาดความงามทั่วโลกปัจจุบันมีความหลากหลาย และได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก ส่งผลให้ตลาดความงามทั่วโลกมีอัตราการเติบโตที่มากขึ้นจากการที่ผู้บริโภคมีการแชร์ประสบการณ์ผ่านทางโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะในช่วงที่เชื้อไวรัสโควิด-19 แพร่ระบาด มีการล็อกดาวน์ ผู้คนต่างต้องหยุดอยู่บ้าน ส่งผลให้ผู้บริโภคมีความต้องการในการดูแลตัวเองมากขึ้น

    ซึ่งจากข้อมูลโดย Euromonitor พบว่าในปี 2562 ตลาดความงามทั่วโลกมีอัตราการเติบโตขึ้นที่ 5.5% เมื่อเทียบกับปี 2561 ขณะที่ตลาดความงามในประเทศไทยก็มีการเติบโตที่เพิ่มขึ้นทุกปี โดยในปี 2562 อยู่ที่ 6.7% ซึ่งมากกว่าภาพรวมของตลาดความงามทั่วโลก ด้วยมูลค่าตลาดรวมกว่า 2.18 แสนล้านบาท

    คนไทยให้ความสำคัญกับผิวหน้าส่งให้อุตสาหกรรมกลุ่มสกินแคร์ผิวหน้ามีมูลค่ามากที่สุด

    ตลาดอุตสาหกรรมความงามในประเทศไทยในปี 2562 ซึ่งมีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 2.18 แสนล้านบาทประกอบไปด้วยผลิตภัณฑ์หลายประเภทโดยมีส่วนแบ่งทางการตลาดดังนี้

    อันดับ 1 Skincare 42%

    อันดับ 2 Hair 15%

    อันดับ 3 Hygiene 14%

    อันดับ 4 Oral Cosmetics 12%

    อันดับ 5 Makeup 12%

    อันดับ 6 Fragrance 5%

    ซึ่งเมื่อพิจารณาเฉพาะกลุ่ม Skincare ซึ่งเป็นกลุ่มตลาดที่ใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรมความงามในประเทศไทย พบว่า มีมูลค่าอยู่ที่ 9.19 หมื่นล้านบาท โดยมีส่วนแบ่งทางการตลาดดังนี้

    อันดับ 1 Face Care 81%

    อันดับ 2 Body Care 12%

    อันดับ 3 Sun Care 6%

    อันดับ 4 Lip Care 1%

    ส่วนกลุ่ม Makeup หรือเครื่องสำอางในประเทศไทย มีมูลค่าอยู่ที่ 2.68 หมื่นล้านบาท โดยเครื่องสำอางที่ใช้สำหรับบริเวณผิวหน้ายังคงนิยมมากที่สุดเป็นอันดับที่ 1 โดยมีส่วนแบ่งทางการตลาดดังนี้

    อันดับ 1 Face 57%

    อันดับ 2 Lip 25%

    อันดับ 3 Eye 17%

    อันดับ 4 Nail 1%

    ขณะที่กลุ่ม Hair ซึ่งรวมถึงผลิตภัณฑ์ดูแลเกี่ยวกับเส้นผมทั้งหมด มีมูลค่าทางการตลาดอยู่ที่ 3.3 หมื่นล้านบาท โดยมีส่วนแบ่งทางการตลาดดังนี้

    อันดับ 1 Hair Care 82%

    อันดับ 2 Hair Colour 13%

    อันดับ 3 Styling 4%

    อันดับ 4 Texture 1%

    ช่วงโควิด-19 ตลาดความงาม Lock Down แต่ไม่ Slow Down

    นางอินเนส คาลไดรา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า สำหรับตลาดอุตสาหกรรมความงามในประเทศไทย ผลิตภัณฑ์สกินแคร์ดูแลผิวหน้า (Facial Skincare) ของลอรีอัลอยู่ในอันดับที่ 1 และครองตำแหน่งผู้นำไว้ได้ต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2014 ขณะเดียวกันในปี 2019 กลุ่ม Makeup ของ ลอรีอัล ก็ได้ก้าวขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ในประเทศไทย ซึ่งมีความยินดีเป็นอย่างมากที่ได้ครอบครองตลาดในส่วนนี้ ขณะเดียวกันกลุ่มผลิตภัณฑ์ Professional Hair Colour ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ทำสีผมสำหรับทำที่ร้านซาลอน ลอรีอัล ก็เป็นผู้นำตลาดในกลุ่มนี้มายาวนานเช่นกัน

    ซึ่งการล็อกดาวน์ภายใต้สถานการณ์นี้ไม่ได้หมายความว่าบริษัทจะดำเนินธุรกิจช้าลง เพราะต้องเร่งปรับตัวให้ทันกับสถานการณ์ ในขณะที่การดูแลตัวเองด้วยผลิตภัณฑ์เพื่อความงาม และการดำเนินชีวิตประจำวันยังคงเป็นสองสิ่งจำเป็นที่มาคู่กันเสมอ ซึ่งในช่วงที่มีการระบาดของโควิด-19 เราทำงานภายใต้แนวคิดที่ว่า การ Lock Down ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องช้าลง ไม่ว่าจะเป็นในด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การพัฒนาความสัมพันธ์กับคู่ค้า ลูกค้าหรือผู้บริโภค เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำด้าน Beauty Tech ในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาทักษะดิจิทัลให้กับที่ปรึกษาด้านความงาม (BA), จัดโปรแกรม Learning Never Stops สำหรับพนักงาน และผลักดันตลาดอีคอมเมิร์ซ

    e-BA มาแรงในช่วงสถานการณ์วิกฤตโควิด-19

    โดยการปรับตัวในส่วนแรกเพื่อรับมือวิกฤติโควิด-19 ลอรีอัล (ประเทศไทย) ได้ปรับในส่วนของ BA (Beauty Advisor) หรือพนักงานขายที่อยู่หน้าเคาน์เตอร์ ซึ่งเราได้เปลี่ยนมาเป็น e-BA (e-Beauty Advisor) จากการที่ห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้าถูกปิดชั่วคราวตามมาตรการของภาครัฐ เพื่อให้พนักงานได้มีรายได้ในช่วงเวลาดังกล่าว และได้พัฒนาทักษะเพื่อให้ทันกับโลกดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นการ Call&Shop, Chat&Shop, Social Commerce และ E-Boutique

    ซึ่ง e-BA ถือเป็นสิ่งใหม่ที่เรา และ BA ไม่เคยทำและมีทักษะมาก่อน แต่ในช่วงที่มีสถานการณ์โควิด-19 BA ของ ลอรีอัล ได้ผันตัวไปเป็น e-BA ทั้งหมดอย่างรวดเร็ว เพื่อให้ธุรกิจในช่องทางออนไลน์ขับเคลื่อนต่อไปได้ โดยพัฒนาศักยภาพและทักษะของพนักงานผ่านหลักสูตรออนไลน์ในช่วงทำงานที่บ้านกับโครงการ Learning Never Stops ผ่าน MyLearning ศูนย์การเรียนรู้ออนไลน์ของพนักงานลอรีอัล และจัด Live Webinar โดยมีผู้เข้าร่วมเพิ่มขึ้นกว่า 5 เท่า ด้วยจำนวนชั่วโมงการเรียนรู้เพิ่มสูงถึงเกือบ 11 เท่า เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันในปีที่ผ่านมา

    Touchless Beauty และ Modiface Tech Tools ตอบโจทย์วิถีชีวิตใหม่ หรือ New Normal ของผู้บริโภค

    ขณะเดียวกันในส่วนของ e-Service และ e-Experiences คือการมอบประสบการณ์ทางด้านต่างๆ ให้ลูกค้าผ่านทางออนไลน์มากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ลอรีอัลผลักดันมาตั้งแต่ก่อนที่จะมีการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยเฉพาะ Modiface Tech Tools ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ทำให้ผู้บริโภคสามารถทดลอง Makeup หรือสัมผัสประสบการณ์เกี่ยวกับ Makeup โดยไม่ต้องจับต้องผลิตภัณฑ์

    ซึ่งลอรีอัลได้เห็นเทรนด์ Touchless Beauty มาตั้งแต่ช่วงปีที่แล้ว ทำให้ในช่วงที่มีโรคโควิด-19 เราจึงมีความพร้อมที่จะผลักดันให้ผู้บริโภคที่อยู่ที่บ้าน สามารถได้รับประสบการณ์จากการทดลองผลิตภัณฑ์ได้โดยไม่ต้องไปที่ห้างสรรพสินค้า หรือศูนย์การค้า ซึ่งขณะนี้กลุ่มแบรนด์ในเครือลอรีอัล สามารถใช้เทคโนโลยีดังกล่าวได้แล้ว 11 แบรนด์ จากทั้งหมด 22 แบรนด์

    ความงาม และการดำเนินชีวิตประจำวันยังคงเป็นสองสิ่งจำเป็นที่มาคู่กัน

    นอกจากนี้ นางอินเนส คาลไดรา ยังเปิดเผยว่านอกเหนือจากความงามที่ ลอรีอัล ประเทศไทย ให้ความสำคัญแล้ว ด้านการสนับสนุนชุมชน และความยั่งยืน บริษัทฯ ก็ยังมุ่งเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมปันน้ำใจ เพื่อมอบความช่วยเหลือให้แก่สังคม และภาคส่วนต่างๆ อย่างเต็มที่ให้สามารถก้าวผ่านสถานการณ์โควิด-19 นี้ไปได้

    ซึ่งในฐานะผู้นำในอุตสาหกรรม ที่มีความมุ่งมั่นกับพันธสัญญาด้านความยั่งยืนและการช่วยเหลือสังคม ลอรีอัล ประเทศไทย จึงดำเนินโครงการ L’Oréal Thailand COVID-19 Solidarity ขึ้น เพื่อปันน้ำใจช่วยเหลือในหลากหลายภาคส่วน ทั้งเพื่อให้การสนับสนุน และแสดงความขอบคุณในการอุทิศตนช่วยเหลือผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนในสถานการณ์ที่ผ่านมาสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์สำหรับทำความสะอาดและดูแลผิวและเส้นผมเพื่อใช้ชีวิตประจำวัน

    ขณะเดียวกันในระดับโลก ลอรีอัล กรุ๊ป ก็ได้จัดทำโครงการ L’Oréal for the Future เพื่อช่วยเหลือผู้หญิงที่ได้รับผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจ ผ่านการสนับสนุนเงินทุนให้แก่องค์กรไม่แสวงผลกำไรและพันธมิตรที่เกี่ยวข้อง ควบคู่ไปกับการให้ทุนเพื่อพัฒนาโครงการที่มุ่งปฏิรูประบบนิเวศน์สิ่งแวดล้อมที่ถูกทำลาย และป้องกันการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ สอดคล้องกับแนวทางการขับเคลื่อนธุรกิจ ตอบโจทย์พันธสัญญาด้านความยั่งยืนในการส่งมอบความงามสำหรับทุกสรรพสิ่งหรือ “Sharing Bea