การฉีดฟิลเลอร์เป็นหนึ่งในหัตถการเสริมความงามที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง เพราะเราสามารถเห็นผลลัพธ์ได้ทันทีหลังฉีด ไม่ต้องพักฟื้น แถมช่วยแก้ปัญหาใบหน้าได้หลายด้าน แต่สิ่งที่หลายคนยังคงกังวล คืออาการข้างเคียงและการดูแลหลังฉีดฟิลเลอร์ โดยเฉพาะผู้ที่เพิ่งทำหัตถการปรับรูปหน้าครั้งแรก ได้รู้ว่าฟิลเลอร์ คืออะไร ในปัจจุบันมีความปลอดภัยมากแค่ไหน จะลดความเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดอันตรายหลังฉีดได้อย่างไร
ทำความรู้จัก ฟิลเลอร์ คืออะไร
ฟิลเลอร์ (Filler) คือ สารเติมเต็มที่ใช้ในการแก้ไขปรับรูปหน้า แก้ริ้วรอย หรือเติมเต็มในจุดที่ผิวสูญเสียความยืดหยุ่นตามอายุ โดยสารที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในการใช้เป็นฟิลเลอร์ คือ Hyaluronic Acid (HA) ซึ่งเป็นสารที่มีอยู่ในผิวตามธรรมชาติอยู่แล้ว ทำให้เข้ากับร่างกายได้ดี มีความปลอดภัยสูง และสามารถสลายได้เองตามระยะเวลา
โดยฟิลเลอร์แต่ละชนิดถูกออกแบบให้เหมาะกับตำแหน่งที่ต้องการแก้ไขแตกต่างกัน เช่น
- ฟิลเลอร์เนื้อนิ่มสำหรับใต้ตา
- ฟิลเลอร์เนื้อนิ่มปานกลางสำหรับร่องแก้ม
- ฟิลเลอร์เนื้อแข็งสำหรับเสริมคางและเติมเต็มกรอบหน้า
ด้วยคุณสมบัติที่หลากหลายนี้ ฟิลเลอร์จึงเป็นหัตถการที่ตอบโจทย์ทั้งเรื่องความสวยงามและการปรับโครงสร้างผิวใบหน้าอย่างเป็นธรรมชาติ แต่ผลลัพธ์ที่ออกมาก็ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยทั้งเทคนิคของแพทย์ คุณภาพฟิลเลอร์ และการดูแลตัวเองหลังทำเช่นกัน
อาการที่อาจพบได้หลังฉีดฟิลเลอร์ มีอะไรบ้าง
หลังฉีดฟิลเลอร์ร่างกายจะมีการตอบสนองต่อหัตถการที่เกิดขึ้น ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการบางอย่างได้ โดยเบื้องต้นสามารถแบ่งอาการออกเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ อาการหลังฉีดฟิลเลอร์ที่ปกติ และอาการหลังฉีดที่ควรเฝ้าระวัง
อาการหลังฉีดฟิลเลอร์แบบไหนปกติ
โดยอาการเหล่านี้สามารถพบได้ทั่วไป และมักดีขึ้นเองเมื่อฟิลเลอร์เริ่มเข้าที่ ได้แก่
- บวมเล็กน้อยบริเวณที่ฉีด
- ช้ำจากเข็มหรือการกระทบเส้นเลือดฝอย
- รู้สึกตึง หรือแน่นผิวในช่วงแรก
- ผิวสัมผัสไม่เรียบเล็กน้อยใน 2-3 วันแรก
ซึ่งอาการเหล่านี้มักเกิดขึ้นในช่วง 24-72 ชั่วโมงแรกหลังฉีดฟิลเลอร์ และจะค่อย ๆ ดีขึ้นเองโดยไม่ต้องรักษาเพิ่มเติม
อาการหลังฉีดฟิลเลอร์แบบไหนควรระวัง
แม้อาการหลังฉีดฟิลเลอร์ส่วนใหญ่จะไม่อันตราย แต่หากพบอาการต่อไปนี้ ควรรีบกลับมาพบแพทย์ ได้แก่
- บวมมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ยุบหลังผ่านไปหลายวัน
- ปวดรุนแรง รู้สึกตึงจนผิดปกติ
- ผิวเปลี่ยนสี คล้ำ ซีด หรือมีอาการชา
- คลำเจอก้อนแข็ง เจ็บ หรือกดแล้วปวด
- มีอาการอักเสบ แดง ร้อน ร่วมกับมีไข้
โดยอาการเหล่านี้อาจบ่งบอกถึงภาวะแทรกซ้อนจากการฉีดฟิลเลอร์ ซึ่งต้องได้รับการประเมินจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยเร็ว
ฟิลเลอร์ฉีดแล้วบวม เกิดจากอะไรได้บ้าง
อาการบวมหลังฉีดฟิลเลอร์เป็นเรื่องที่พบได้ปกติในช่วง 24-72 ชั่วโมงหลังฉีดนั่นเอง โดยสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการบวม ได้แก่
1. ปฏิกิริยาของผิวต่อการฉีด
เมื่อเข็มฟิลเลอร์สัมผัสไปที่เนื้อเยื่อใต้ผิว ร่างกายจะตอบสนองด้วยการเพิ่มเลือดและของเหลวในบริเวณนั้น ทำให้เกิดอาการบวมชั่วคราว ซึ่งมักหายได้ภายในไม่กี่วัน
2. ชนิดฟิลเลอร์ที่ใช้
โดยถ้าเป็นฟิลเลอร์ที่มีโครงสร้างเหนียวและคงรูปได้มากจะมีแนวโน้มบวมมากกว่าแบบเนื้อนิ่ม ยิ่งที่ถ้าฉีดบริเวณที่มีผิวบาง เช่น ใต้ตา ก็จะบวมได้ง่าย
3. เทคนิคการฉีดของแพทย์
โดยจะรวมทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น ตำแหน่งที่ฉีด ความลึก การวางตัวฟิลเลอร์ และปริมาณ ซึ่งต่างก็มีผล หากฟิลเลอร์ฉีดถูกชั้นผิวโอกาสบวมจะน้อยลง แต่ถ้าฉีดตื้นเกินไปอาจทำให้บวมและเป็นก้อนได้ง่ายขึ้น
4. พฤติกรรมดูแลตัวเองหลังทำของคนไข้
เช่น การนวด การจับใบหน้าบ่อย การออกกำลังกายอย่างหนัก หรือการดื่มแอลกอฮอล์ทันทีหลังทำ ล้วนเพิ่มโอกาสบวมหลังฉีดฟิลเลอร์มากกว่าปกติ
5. ภาวะบวมจากระบบน้ำเหลืองของแต่ละบุคคล
หากใครเป็นคนที่มีพันธุกรรมหรือระบบน้ำเหลืองระบายช้า ก็ทำให้อาการบวมหลังฉีดฟิลเลอร์อยู่นานกว่าคนอื่น แต่ก็ยังถือว่าเป็นอาการปกติที่สามารถหายเองได้
ฟิลเลอร์ฉีดเสร็จไม่ควรทำอะไร
- หลีกเลี่ยงการนอนตะแคงทับบริเวณที่ฉีด
- งดแต่งหน้าหรือทาครีมใกล้บริเวณที่ฉีดใน 24 ชั่วโมงแรก
- หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องก้ม ๆ เงย ๆ บ่อย ๆ
- งดทำทรีตเมนต์หน้า นวดหน้า หรือเลเซอร์ทุกชนิด 1-2 สัปดาห์
- งดกิจกรรมกลางแดดร้อนจัด
ซึ่งการหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ฟิลเลอร์สามารถฟูตัวได้ดี เข้าที่เร็ว และผลลัพธ์จะออกมาเป็นธรรมชาติมากที่สุด
ฉีดฟิลเลอร์กี่วันเข้าที่
โดยทั่วไปหลังฉีดฟิลเลอร์จะเริ่มเข้าที่ภายใน 7-14 วัน ซึ่งในช่วงนี้อาการบวมจะค่อย ๆ ลดลง เนื้อฟิลเลอร์จะปรับตัวเข้ากับเนื้อเยื่อ ทำให้รูปหน้าดูเรียบเนียนและเป็นธรรมชาติมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามระยะเวลาเข้าที่อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่ฉีด ชนิดฟิลเลอร์ และการดูแลตัวเองหลังทำ
มีอาการผิดปกติหลังฉีดฟิลเลอร์ ควรทำอย่างไร
หากใครพบอาการที่ผิดปกติหลังฉีดฟิลเลอร์ อย่าพยายามแก้ไขเอง เช่น การนวดแรง ๆ หรือรับประทานยาตามคำแนะนำที่ไม่ได้มาจากแพทย์ ควรรีบกลับมาพบแพทย์ที่ทำการฉีด เพื่อประเมินอาการอย่างละเอียด
ซึ่งแพทย์อาจพิจารณาแนวทางรักษาที่เหมาะสม เช่น การให้ยา การเฝ้าระวังอาการ หรือในบางกรณีอาจต้องใช้เอนไซม์เพื่อสลายฟิลเลอร์ ป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงขึ้น
สรุป
อาการบวมหลังฉีดฟิลเลอร์จึงถือได้ว่าเป็นเรื่องปกติที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ซึ่งส่วนใหญ่จะดีขึ้นเองภายในไม่กี่วัน หากเรารู้วิธีดูแลตัวเองอย่างถูกต้องก็สามารถช่วยให้ยุบเร็ว ลดโอกาสเกิดเป็นก้อนได้ อีกทั้งการเลือกฉีดกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ใช้เทคนิคที่เหมาะสม และฟิลเลอร์เป็นของแท้คุณภาพดี ก็จะช่วยให้ความเสี่ยงในการบวมที่ผิดปกติหรือการเกิดก้อนลดลงอย่างชัดเจน
หากใครพบว่าตัวเองกำลังมีอาการที่ผิดปกติหลังฉีดฟิลเลอร์ ไม่ว่าจะเป็น รู้สึกเจ็บมากขึ้นเรื่อย ๆ หรือจับแล้วแข็งเป็นก้อน ควรรีบกลับมาพบแพทย์ทันทีเพื่อรับการรักษาอย่างเหมาะสม อย่าปล่อยทิ้งไว้ให้อาการรุนแรงมากขึ้น


