Tuesday, May 18, 2021
More

    ภูเขาแชมป์พื้นที่ที่นักท่องเที่ยวไทยซึ่งนิยมไปเที่ยวแบบโฮมสเตย์สนใจมากสุด

    ศูนย์ศึกษาสื่อและการสื่อสารอาเซียน (AMSAR) เผยผลวิจัย “การรับรู้และเส้นทางการตัดสินใจท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์ของคนไทย” ของนายขวัญ โม้ชา โดยมี ผศ.ดร.สุทธนิภา ศรีไสย์ ผู้อำนวยการศูนย์ AMSAR เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา พบ “คนเมือง” กลุ่มเป้าหมายหลัก ของการท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์

    “คนเมือง” นิยมเที่ยวแบบโฮมสเตย์มากสุด

    งานวิจัยใช้วิธีการสนทนากลุ่ม (Focus Group) กับคนไทยที่นิยมท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์จำนวน 10 คน เพื่อนำข้อมูลไปพัฒนาแบบสอบถาม และเก็บข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ คนไทยอายุ 18 ปีขึ้นไป ที่เคยเดินทางท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์ในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ.2560-2562) จำนวน 200 คน มีระยะเวลาในการเก็บข้อมูล คือ ระหว่างเดือนสิงหาคม-กันยายน 2563 พบความน่าสนใจของงานวิจัยในประเด็นต่าง ๆ ดังนี้


    “คนเมือง-เดินทางเป็นกลุ่ม” นิยมเดินทางท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์มากสุด
    โดยพบว่ากลุ่มเป้าหมายของการท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์เป็น “คนเมือง” มากกว่า “คนชนบท” นอกจากนี้ ยังรับรู้ว่ากลุ่มเป้าหมาย คือ กลุ่มเพื่อนสนิท ที่ค่อนข้างรักธรรมชาติ และวิถีชีวิต เป็นคนง่าย ๆ สบาย ๆ มีทั้งชอบ และไม่ชอบกิจกรรมสันทนาการ

    ภูเขา-ทะเล-ชนบท สามอันดับแรก พื้นที่ที่คนไทยนิยมไปท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์

    และผลการวิจัยยังพบว่า นักท่องเที่ยวไทยฯ (นักท่องเที่ยวไทยที่นิยมท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์) มีประสบการณ์เที่ยวแบบโฮมสเตย์ 1-3 ครั้งในรอบ 3 ปี โดยเกือบครึ่งหนึ่งท่องเที่ยว 2 วันต่อหนึ่งทริป และประเภทของโฮมสเตย์ที่นิยมไปเที่ยวได้แก่

    1.ภูเขา 31.97%
    2.ทะเล 24.39%
    3.พื้นที่ชนบท 21.95%
    4.น้ำตก 12.73%
    5.ลำธาร 8.13%

    สำหรับ 5 เหตุผลของการไปท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์ คือ
    1.ผ่อนคลายความเครียด
    2.แสวงหาอากาศบริสุทธิ์
    3.เปิดประสบการณ์ใหม่
    4.หลุดพ้นจากความกดดัน
    5.เรียนรู้วัฒนธรรมประเพณี

    “เฟซบุ๊ก” ช่องทางหลักที่นักท่องเที่ยวไทยฯ ใช้ตัดสินใจเที่ยวแบบโฮมสเตย์

    ด้านสื่อที่นักท่องเที่ยวไทยฯ ใช้ตัดสินใจท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์มากสุด คือ “เฟซบุ๊ก” หรือคิดเป็น 1 ใน 4 ของสื่อทั้งหมด อาทิ ยูทูบ พันทิป รวมถึงสื่อโทรทัศน์ เช่น รายการนำเที่ยว นอกจากนั้น ผลการวิจัยยังพบว่า ในขั้นตอนของการซื้อ นักท่องเที่ยวไทยฯ ใช้วิธีการทักแชทผ่านเฟซบุ๊ก หรือคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 1 ใน 4

    “เจ้าของที่พัก” หัวใจสำคัญของการท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์

    และด้วยการท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์ เป็นการท่องเที่ยวที่มีกลุ่มเป้าหมายพิเศษ มีลักษณะเฉพาะตัวค่อนข้างมาก แตกต่างจากกลุ่มเป้าหมายของการท่องเที่ยวรูปแบบอื่น ๆ เพราะต้องค้างแรมร่วมกับเจ้าของบ้าน และต้องเดินทางท่องเที่ยวในพื้นที่ชุมชน หรือ พื้นที่โดยรอบเท่านั้น

    ทำให้ไม่น่าแปลกใจ ที่ผลวิจัยจะพบว่าการท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์ ส่งผลให้คนไทยฯ มีปฏิสัมพันธ์กับเจ้าของการท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์ค่อนข้างมาก และพบว่า นักท่องเที่ยวไทยฯ ซื้อจองการท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์ ผ่านเจ้าของโดยตรงมากที่สุด (57.97%)

    ส่วนรูปแบบปฏิสัมพันธ์กับเจ้าของฯ พบว่ามีการใช้วิธีโทรสอบถามข้อมูลโดยตรงมากที่สุด รองลงมา คือ โทรสอบถามวิธีการชำระเงินโดยตรงกับเจ้าของฯ, โอนจ่ายเงินมัดจำก่อน 30-50% กับเจ้าของฯ และโอนจ่ายเงินเต็มจำนวน เพื่อล็อกการท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์กับเจ้าของฯ ตามลำดับ

    ผู้ประกอบการต้องสื่อสารอย่างไร ให้ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวไทยที่นิยมเที่ยวแบบโฮมสเตย์

    ทั้งนี้ ผลวิจัยในเรื่องขั้นตอนการซื้อซ้ำ พบว่า นักท่องเที่ยวไทยฯ จะตัดสินใจกลับไปท่องเที่ยวซ้ำ จากการประทับใจในบริการของเจ้าของ มากที่สุด รองลงมาคือ เจ้าของโทรคุยถามไถ่เหมือนญาติพี่น้อง

    ขณะเดียวกัน ผลวิจัยยังพบว่า ในขั้นตอนของการใช้บริการ คนไทยฯ มีความคาดหวังว่า เจ้าของจะให้การต้อนรับอย่างมีมิตรไมตรี และถามไถ่ความสะดวกสบายตลอดเวลา อยู่ในระดับมาก

    และการเผยแพร่รายงานวิจัยในครั้งนี้ ยังชี้ว่าแม้ปัจจุบัน เราจะอยู่ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งอาจท่องเที่ยวไม่ได้ แต่คนส่วนใหญ่ก็มีเวลาอยู่บ้านมากขึ้น ได้ท่องอินเทอร์เน็ตหาข้อมูลท่องเที่ยว มีการอัดอั้น และความต้องการเที่ยวอยู่เต็มเปี่ยม

    ดังนั้น ในช่วงจังหวะนี้ ผู้ประกอบการสามารถเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส ในการสื่อสารการตลาดได้ โดยแบรนด์ ธุรกิจ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาจใช้โอกาสนี้ ในการกระตุ้นให้กลุ่มเป้าหมาย อยากกลับไปเที่ยวโฮมสเตย์

    โดยอาจเล่าเรื่องผ่านภาพ หรือคำบอกเล่า ทำอินโฟกราฟิก หรือแผนที่รวบรวมเส้นทางการท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์รูปแบบต่าง ๆ รวมถึงอาจทำแคมเปญรำลึกถึงความหลัง

    ตลอดจนประชาสัมพันธ์ให้ข้อมูล เกี่ยวกับการท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์ รวมถึงนำเสนอทางเลือก/กิจกรรมใหม่ ๆ ให้นักท่องเที่ยว ได้เก็บเป็นคลังข้อมูลในใจ เพื่อรอเวลาเปลี่ยนการ “เที่ยวทิพย์” ให้เป็น “เที่ยวไทย” ในที่สุด