Sunday, September 20, 2020
More

    ไทยหล่นอันดับ 2 จุดหมายนักท่องเที่ยวจีนใช้จ่ายช่วงโกลเด้นวีคมากสุด

    ฉลองวันชาติจีน หรือ Golden Week 2019 อาลีเพย์ เผย นักท่องเที่ยวจีนใช้จ่ายในญี่ปุ่นแซงหน้าไทยเป็นปีแรก ส่งผลให้ประเทศไทยหล่นอันดับ มาอยู่ในอันดับที่ 2 ของโลก ขณะเดียวกันมีข้อมูลพบว่ายอดทัวร์ชิมทุเรียนในไทยเพิ่มขึ้น 60% จากปีที่แล้ว

    อาลีเพย์ (Alipay) เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับธุรกรรมในต่างประเทศของนักท่องเที่ยวจีน ในช่วงวันหยุดยาวของสัปดาห์เฉลิมฉลองวันชาติจีน หรือ Golden Week ปี 2019 คือช่วง 1 – 7 ตุลาคมที่ผ่านมา พบว่า ยอดใช้จ่ายในต่างประเทศผ่านแอปพลิเคชันอาลีเพย์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว


    ทั้งยังพบว่า ปริมาณธุรกรรมทั้งหมด เพิ่มขึ้น 1.2 เท่า หรือ 110% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2018 โดยจุดหมายปลายทาง 10 อันดับ ที่มีปริมาณธุรกรรมสูงสุด ในช่วง Golden Week ปี 2019 ได้แก่
    อันดับ 1 ญี่ปุ่น
    อันดับ 2 ไทย
    อันดับ 3 เกาหลี
    อันดับ 4 มาเลเซีย
    อันดับ 5 ออสเตรเลีย
    อันดับ 6 สิงคโปร์
    อันดับ 7 ฟิลิปปินส์
    อันดับ 8 แคนาดา
    อันดับ 9 กัมพูชา
    อันดับ 10 สหราชอาณาจักร

    ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ญี่ปุ่นครองอันดับสูงสุดของประเทศที่เป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยม 10 อันดับในช่วงวันหยุด Golden Week เมื่อพิจารณาจากปริมาณธุรกรรม ขณะที่ไทยครองอันดับ 2 ส่วนกัมพูชา และฟิลิปปินส์ มีรายชื่ออยู่ใน 10 อันดับสูงสุดเป็นครั้งแรก เนื่องจากปัจจุบันมีผู้ประกอบการจำนวนมากที่รับชำระเงินผ่านอาลีเพย์ในสองประเทศนี้            

    ขณะเดียวกันมีข้อมูลจาก Fliggy แพลตฟอร์มบริการท่องเที่ยวของอาลีบาบา ระบุว่า นักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางมายังประเทศไทยส่วนใหญ่มาจากมณฑลกวางตุ้ง ตามด้วย เซี่ยงไฮ้ และปักกิ่งตามลำดับ

    นอกจากนี้ อาลีเพย์ ยังเปิดเผยว่า จุดหมายปลายทางใหม่ๆ มีการเติบโตอย่างรวดเร็วที่สุดในแง่การใช้งานอาลีเพย์เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว โดยในปีนี้ฟิลิปปินส์มีปริมาณธุรกรรมเพิ่มขึ้น 26 เท่าเมื่อเทียบกับปี 2018 โดยเป็นผลมาจากการเปิดรับชำระเงินผ่านอาลีเพย์อย่างแพร่หลายสำหรับผู้ประกอบการจำนวนมากในฟิลิปปินส์ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา

    สำหรับจุดหมายปลายทางที่มีการเพิ่มขึ้นของปริมาณธุรกรรมมากที่สุด เมื่อเทียบกับปีก่อน ได้แก่
    อันดับ 1 โปรตุเกส เพิ่มขึ้น 64 เท่า
    อันดับ 2 ฟิลิปปินส์ เพิ่มขึ้น 26 เท่า
    อันดับ 3 มัลดีฟส์ เพิ่มขึ้น 16 เท่า
    อันดับ 4 นอร์เวย์ เพิ่มขึ้น 10 เท่า
    อันดับ 5 ไอซ์แลนด์ เพิ่มขึ้น 9 เท่า
    อันดับ 6 ลักเซมเบิร์ก เพิ่มขึ้น 7 เท่า
    อันดับ 7 สวิตเซอร์แลนด์ เพิ่มขึ้น 4.5 เท่า
    อันดับ 8 ลาว เพิ่มขึ้น 4.5 เท่า
    อันดับ 9 สวีเดน เพิ่มขึ้น 4.3 เท่า
    อันดับ 10 ฟินแลนด์ 3.7 เท่า

    ขณะที่ยอดใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนก็มีจำนวนที่เพิ่มขึ้น ถึง 15% ราว 2,500 หยวน หรือประมาณ 11,000 บาท โดยประเทศที่มียอดใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนสูงที่สุดคือ มอลดา ตามมาด้วยโมนาโก และสเปน ซึ่งประเทศในยุโรปครองอันดับสูงสุดในแง่ของยอดใช้จ่ายต่อคนสูงสุด โดยสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และญี่ปุ่นครองอันดับสูงสุดสำหรับประเทศนอกทวีปยุโรป

    โดยประเทศที่มียอดใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวจีนเฉลี่ยต่อคนสูงสุด คือ
    อันดับ 1 มอลตา
    อันดับ 2 โมนาโก
    อันดับ 3 สเปน
    อันดับ 4 สวิตเซอร์แลนด์
    อันดับ 5 ฝรั่งเศส
    อันดับ 6 ลักเซมเบิร์ก
    อันดับ 7 เดนมาร์ก
    อันดับ 8 สวีเดน
    อันดับ 9 อิตาลี
    อันดับ 10 ไอร์แลนด์

    นอกจากนี้ยังพบว่า จุดหมายปลายทางที่แปลกใหม่ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น เห็นได้จากยอดการจองแพ็คเกจท่องเที่ยวสำหรับประเทศมอนเตเนโกร อุซเบกิสถาน และเซอร์เบีย เพิ่มขึ้น 14 เท่า, 4.7 เท่า และ 1.8 เท่าตามลำดับ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว

    รวมทั้งนักท่องเที่ยวจีนต้องการประสบการณ์การเดินทางที่แตกต่าง โดยยอดขายตั๋วรถไฟในยุโรปผ่านทาง Fliggy เพิ่มขึ้น 35% ขณะที่ยอดขายแพ็คเกจ “ทัวร์ชิมทุเรียน” ในประเทศไทย และมาเลเซียเพิ่มขึ้น 60% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว