Monday, September 28, 2020
More

    เจลให้พลังงาน-เอนไซม์สุดมหัศจรรย์ พลิกวิกฤตสู่โอกาสด้วยไอเดียสุดบรรเจิดจาก “สับปะรดราชบุรี”

    18 เดือนคือระยะเวลาในการเพาะปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวผลผลิต “สับปะรด” ช่างเป็นช่วงเวลาอันแสนยาวนานของเกษตรกรผู้ปลูก แต่การรอคอยนั้นกลับมีมูลค่าที่น้อยนิด ในเมื่อมีราคาเพียงกิโลกรัมละสิบกว่าบาทเท่านั้น ไหนจะผลผลิตบางส่วนที่ขายไม่ได้ก็เหลือทิ้งเป็นปริมาณมาก

    ปัญหาข้างต้นเกิดขึ้นมาเนิ่นนานในพื้นที่ จ.ราชบุรี ทำให้ มรภ.หมู่บ้านจอมบึง นำมาเป็นโจทย์ในการทำวิจัยเชิงพื้นที่ ‘การบูรณาการการพัฒนาปัจจัยการผลิต การสร้างมูลค่าเพิ่ม และการบริหารจัดการการตลาดเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรผู้ปลูกสับปะรดจังหวัดราชบุรี’ ภายใต้การสนับสนุนของ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) โดยพัฒนาการผลิตสับปะรดตลอดห่วงโซ่การผลิต


    ตลอดระยะเวลากว่า 1 ปี คณะวิจัยสามารถคิดและพัฒนาการผลิตสับปะรดได้กว่า 19 โปรเจกต์ ด้วยการมีส่วนร่วมของเกษตรกรในพื้นที่

    เจลให้พลังงานจากสับปะรด

    ตัวอย่างโปรเจกต์ที่น่าสนใจคือ ‘การพัฒนาผลิตภัณฑ์เจลให้พลังงานสูงสำหรับนักกีฬาจากสับปะรดจังหวัดราชบุรี’ โดย ผศ.ดร.ชนกภัทร ผดุงอรรถ แห่งคณะวิทยาศาสตร์ มรภ.หมู่บ้านจอมบึง ได้เล่าว่าไอเดียเริ่มต้นมาจากความนิยมของกีฬาวิ่งมาราธอนซึ่ง อ.จอมบึง มีการจัดแข่งขันอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเหตุการณ์นักฟุตบอลทีมหมูป่าฯ ที่ได้บริโภคเจลให้พลังงานสูงเป็นอย่างแรกหลังติดถ้ำ จึงมองว่าสับปะรดที่เพาะปลูกกันมากในท้องถิ่น สามารถเป็นวัตถุดิบในการทำเจลให้พลังงานได้ จึงร่วมมือกับวิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่บ้านบึง คิดค้นจนพัฒนาเป็น Pineapple Power เจลให้พลังงานสูงสำหรับนักกีฬา 100 Kcal ซึ่งผลิตจากสับปะรด 69% ที่ดูดซึมได้ง่าย เติมพลังงานภายใน 10 นาที และ Pineapple on the go เจลให้พลังงาน 80 Kcal จากน้ำสับปะรด 99% เหมาะสำหรับบุคคลทั่วไปที่ต้องการความสดชื่น

    คุณสุรินทร์ ภักดี เกษตรกรกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่บ้านบึง เล่าว่า ก่อนหน้านี้ได้นำเนื้อสับปะรดไปแปรรูปโดยการกวนและทำลูกหยี แต่ยังไม่เคยนำน้ำสับปะรดมาแปรรูป เมื่อคณะวิจัยนำไอเดียมาเสนอจึงตรงกับความต้องการของเกษตร ซึ่งตนจะนำวิธีการทำเจลให้พลังงานไปผลิตต่อให้ได้มาตรฐานและต่อยอดให้ดีขึ้น

    ผงเอนไซม์สับปะรดสุดมหัศจรรย์

    ในสับปะรดมีเอนไซม์ซึ่งโดดเด่นด้วยคุณสมบัติสลายโปรตีน จากสารตั้งต้นดังกล่าวทำให้ ดร.ครองศักดา ภัคธนกกร จากคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มรภ.หมู่บ้านจอมบึง ได้ศึกษาและวิจัยในโครงการ ‘การพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อผลิตเอนไซม์สับปะรดพร้อมใช้ประสิทธิภาพสูงด้วยเทคโนโลยีการทำแห้งเยือกแข็ง’

    โดยแปรรูปน้ำสับปะรดจากผลและน้ำสกัดจากเหง้า ด้วยกระบวนการ Freeze Dry จนสามารถทำให้เป็นผงคือเอนไซม์โปรติเอสได้ โดยน้ำสับปะรด 40 ลิตรผลิตผงได้ 1 กิโลกรัม มีมูลค่ากิโลกรัมละ 2,000-3,500 บาท

    อย่างไรก็ดีผงเอนไซม์จากสับปะรดมีการผลิตในเชิงอุตสาหกรรม แล้ว ดร.ครองศักดาจึงมองไปถึงการต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อเพิ่มมูลค่า โดยร่วมกับวิสาหกิจชุมชน DCP Farm พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ผงบำรุงฟัน ในชื่อสินค้าว่า Bromedent, สบู่เอนไซม์สับปะรด ชื่อสินค้า Ainthira Soap, ผงทำเนื้อนุ่ม และผงขัดผิว ชื่อสินค้า Ainthira Skin Care โดยจำหน่ายในเชิงพาณิชย์มาไม่น้อยกว่าครึ่งปีแล้ว ซึ่งสบู่เอนไซม์สับปะรดอย่างเดียวสร้างรายได้กว่า 30,000 บาทแล้ว

    คุณอินทิรา อินทร์กล่ำ วิสาหกิจชุมชนฟาร์ม มาร์เก็ตติ้ง ปลูกสับปะรดและแปรรูปสับปะรด กล่าวว่าอาจารย์ได้นำความรู้มาถ่ายทอดและมี  นวัตกรรมเข้ามาช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับสับปะรด ด้วยการนำเอนไซม์มาเพิ่มคุณภาพให้ผลิตภัณฑ์ ทำให้รู้ว่าสับปะรดมีคุณสมบัติมากมาย และสามารถต่อยอดได้เรื่อยๆ

    โดยวิสาหกิจ DCP Farm ได้นำข้อมูลจากการศึกษาไปใช้ในการจัดทำแผนธุรกิจ จนคว้ารางวัลอันดับ 3 จากโครงการประชารัฐเพื่อพัฒนาวิสาหกิจชุมชนและ SMEs ก้าวสู่ตลาด 4.0 โดย สสว. ซึ่งยืนยันว่าตอบโจทย์ในการพัฒนาพื้นที่ได้ตรงจุดอย่างแท้จริง 


    ดร.ครองศักดา ภัคธนกกร
    สาขาวิชาเทคโนโลยีการแปรรูปอาหาร
    คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มรภ.หมู่บ้านจอมบึง

    “เราใช้ความรู้ทางชีวภาพซึ่งเหนือชั้นกว่าเคมี ซึ่งเอนไซม์ที่ได้จากสับปะรด เป็นความรู้กันมานานแล้วว่า ต่างประเทศใช้ในการแพทย์ในการเปลี่ยนเป็นโครงสร้างยา เราอยู่ในพื้นที่ที่มีวัตถุดิบเยอะมาก ซึ่งตำบลเดียวเป็นล้านลูก จึงเป็นการเสริมจุดแข็งให้กับชุมชน”