Friday, November 27, 2020
More

    สำรวจกาแล๊กซี่ D Gerrard ผู้เผชิญหน้ากับไบโพลาร์ ก้าวย่างสู่ศิลปินระดับโลก

    ตั้งแต่บทเพลง Galaxy เปล่งประกายบนดาวเคราะห์สีน้ำเงิน ก็ทำให้โลกได้ค้นพบกับสุดยอดแรปเปอร์แห่งยุคอีกคนของไทยคือ ‘D Gerrard’ หรือ บิ๊ก – ไบรอัน เจอร์ราร์ด อุกฤษ วิลลีย์ บรอด ดอนกาเบียล ซึ่งหลังจากแจ้งเกิดจากรายการ The X Factor Thailand 2017 และเดบิวต์เป็นศิลปินอย่างเต็มตัวในบทเพลงที่เกริ่นข้างต้นแล้ว ตลอดระยะเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมา นักร้องหนุ่มลูกเสี้ยวไทย โปรตุเกส และศรีลังกาคนนี้ก็ได้ส่งผลงานเพลงออกมาอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ย 1-2 เดือนต่อเพลง โดยมีอัลบั้ม EP. Zero ออกมาในปี 2018 และต่อมาในปี 2019 ก็ปล่อยอัลบั้มเต็มชุดแรก D Gerrard

    นี่จึงเป็นสารตั้งต้นในการนัดหมายสัมภาษณ์ครั้งนี้ ซึ่งชวนคิดว่าเพราะอะไรเขาถึงมุ่งมั่นและขยันที่จะนำเพลงสู่คนฟังได้มากมายขนาดนั้น เหมือนกับคนที่กำลังมือขึ้นหรือเปล่านะ อย่างนักฟุตบอลที่ฟอร์มกำลังฮอตก็อยากจะยิงประตูเพิ่มเรื่อยๆ หรือเพราะอะไรถึงออกเพลงถี่ขนาดนี้


    แล้วการเดินเข้าสู่ห้วงจักรวาลดี เจอร์ราร์ดก็ได้เริ่ม เขาได้พาเราเข้าสู่มิติชีวิตที่หลากหลาย ยิ่งชวนให้สำรวจตัวตนลึกๆ นอกจากภาพลักษณ์ของแรปเปอร์ที่ฉกาจฉกรรจ์ในการใช้คำอย่างสละสลวย โดยย้อนกลับไปตั้งแต่ความเป็นอยู่เมื่อตอนเด็กในครอบครัวพ่อค้าจิวเวลรีที่เจอวิกฤติต้มยำกุ้ง ถูกเคี่ยวกรำให้แกร่งยืนหยัดด้วยลำแข้งลูกผู้ชาย ต้องหาเลี้ยงส่งเสียตัวเองเรียนตั้งแต่ ม.ปลาย การถูกบูลลี่จากสังคม ชีวิตที่เสเพลหลงทางสู่ยาเสพติด 

    อีกด้านยังเป็นเกมเมอร์และนักเล่นการ์ดยูกิตัวยง ซึ่งเคยเป็นมือวางอันดับต้นๆ ของเมืองไทย ทั้งยังเป็นหนอนหนังสือที่ชอบอ่านวรรณกรรม ตำนานทวยเทพ จนถึงประวัติศาตร์ทั่วโลก อันเป็นคลังศัพท์ในบทเพลงแสนไพเราะ ที่สำคัญเขายังเปิดเปลือยให้รู้จักกับไบโพลาร์ที่เผชิญ 

    แต่ขณะที่เกิดเรื่องราวต่างๆนานา โลกคู่ขนานที่ดำเนินอยู่ทุกช่วงจังหวะชีวิตของเขาก็คือ ‘ดนตรี’ ที่เป็นทั้งอาชีพ ยารักษาโรคประจำตัว และเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ โดยมีความฝันอันยิ่งใหญ่คือการเป็นศิลปินระดับโลก 

    ถ้าพร้อมแล้ว BLT Bangkok ขอพาคุณทะยานเข้าไปในจักรวาลของชายผู้นี้ด้วยกัน…

    ทราบมาว่าคุณแรปได้ตลอดเวลา เพียงเปิดบีทฟรีสไตล์มาก็แรปได้เลย อยากรู้ว่าในชีวิตประจำวันที่ร้องที่แรป คุณฝึกฝนมากี่ปีแล้ว

    ผมเริ่มแรปประมาณ 3 ปี ก่อนหน้านั้นผมเป็นนักร้อง ตอนเด็กๆ เป่าแซกโซโฟนอยู่ในวงโยธวาทิตด้วย เลยมีทักษะเรื่องการหาโน๊ต การวางเมโลดี ทำให้เขียนเพลงได้ง่าย ตอนเด็กผมชอบร้องเพลงมาก ที่บ้านทุกคนร้องคาราโอเกะหมดเลย แม่ผมชอบร้องมาก ในคอมพ์มีแต่คาราโอเกะ เลยได้จากตรงนั้นมา แต่แรปเป็นอะไรที่ผมมองว่าโคตรคลู ชอบมานานแล้ว ครั้งแรกที่เห็นคือโคตรเท่เลย ทำได้ยังไงวะ รู้สึกว่ามันยาก พอเริ่มสนใจมากขึ้น เลยรู้ว่าการแรปเป็นการเล่าเรื่องราวให้ละเอียดขึ้น เนื่องจากใช้คำเยอะ ไม่เหมือนการร้อง ซึ่งจะยืดๆ ยาวๆ ทำให้รูปประโยคไม่ชัดเจน ซึ่งผมเป็นคนชอบเล่าเรื่องละเอียด ต่อให้เป็นเพลงร้องจะมีแรปอยู่ด้วย อย่าง Galaxy ถ้าเอาเมโลดีออกมันคือเพลงแรปเลย

    จริงไหมที่ตอนเด็กๆ ส่วนหนึ่งที่บ้านอยากให้เล่นดนตรี เพราะปัญหาสุขภาพและอารมณ์ด้วย

    หนึ่ง-อารมณ์ สอง-โรคหอบหืด ภูมิแพ้ เรื่องลมไม่ค่อยดี หายใจไม่ค่อยได้ ปอดติดเชื้อบ่อย โรคกระดูกด้วย ผมเป็นเด็กไม่แข็งแรง เข้าโรงพยาบาลบ่อยมาก เทอมหนึ่งมี 5 เดือน ผมอยู่ในโรงพยาบาลแล้ว 2 เดือน เหมือนร่อแร่ตั้งแต่เด็ก ถ้าผมไม่ได้เป่าแซกโซโฟน ไม่ได้มีดนตรีอยู่กับผม ผมก็แค่เด็กแวนซ์ เด็กขี้ยา โจรคนหนึ่ง ดนตรีเลยเป็นเหมือนสิ่งที่ยึดเหนี่ยวสำหรับผม คนอื่นมีศาสนา มีคนนั้นคนนี้เป็นไอดอล ผมอยู่กับดนตรี ดนตรีเป็นเพื่อนผมตั้งแต่เด็ก 

    จำความได้ไหมว่าอยู่ด้วยกันตั้งแต่อายุกี่ปี

    ผมชอบดนตรีมาตั้งแต่อายุประมาณ 5-6 ขวบ รู้สึกว่าทำสิ่งนี้ได้ดีตอนร้องคาราโอเกะครั้งแรก ร้องแล้วทำไมมันง่ายแล้วก็เพราะด้วย เพราะแบบที่คนอื่นเขาร้องกันอยู่ในห้องนั้น (หัวเราะ) ซึ่งมีแม่ผม พ่อผม ลุง ป้า น้า อา แล้วเขาไม่เคยรู้เลยว่าเด็กคนนี้จับไมโครโฟนครั้งแรกแล้วร้องเพลงได้เลย แต่เสียงของผมแตกช้ามาก คนอื่นอายุ 13-15 ปีก็แตกแล้ว ผมกว่าจะแตกก็ ม.6 ปี 1 เมื่อก่อนเสียงเหมือนผู้หญิงเลย ตอนเรียนอยู่มหิดล เขาจะมีแบ่งไลน์เสียง โซปราโน (Soprano เสียงสูงสุดของผู้หญิง) อัลโต (Alto เสียงต่ำของผู้หญิง) เทเนอร์ (Tenor เสียงสูงของผู้ชาย) บาริโทน (Baritone) และเบส (Bass เสียงต่ำของผู้ชาย) ผมเสียงโซปราโน เป็นผู้ชายคนเดียวที่นั่งอยู่กับผู้หญิง เลยกลายเป็นคนที่แปลกแยก ตอนอยู่โรงเรียนเก่าก็แปลกแยก พออยู่มหิดลก็แปลกแยก   

    มองย้อนกลับไป วิธีการแก้ปัญหาทั้งเรื่องสุขภาพและอารมณ์ โดยเอาดนตรีมาช่วยชีวิตเรา มันได้ผลแค่ไหน

    ได้ผลเกินกว่าที่ผมจะต้องการอะไรอีกแล้ว ได้รู้จักกับดนตรีแค่นี้ก็เหมือนเป็นบุญหัวผมแล้ว ที่ผมเคยบอกว่าโลกนี้มันไม่แฟร์สำหรับผม ดนตรีนี่แหละช่วยทำให้มันสมดุล ถ้าไม่มีดนตรีผมคงไม่อยู่แล้ว ผมไม่รู้จะอยู่ไปทำไม ทุกวันนี้คืออยู่เพื่อเพลง เพื่อคนที่รักดนตรีที่ผมสร้าง

    ขออนุญาตย้อนกลับไปตอนเด็ก คุณเติบโตมาในครอบครัวในสภาพแวดล้อมแบบไหน 

    พ่อผมเป็นคนต่างชาติ ลูกครึ่งโปรตุเกส-ศรีลังกา พ่อไม่ค่อยอยู่บ้าน เขาเป็นนักธุรกิจ ซึ่งไม่ได้รวยมาก ช่วงนั้นเป็นช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง คือล้มละลายแหละ ผมก็โตมาในครอบครัวชนชั้นกลาง ซึ่งถูกส่งไปเรียนในโรงเรียนคนรวย ผมต้องไปเรียนที่โรงเรียนที่มี Gap ทางสังคม เพราะผมไม่มีเงิน เขาไม่เคยให้เงินผมเลย สมมติเพื่อนมีกระเป๋า ผมไม่เคยได้ พ่อๆ ขอเงินไปเที่ยวหน่อย 500 บาท ผมทำอย่างนั้นไม่ได้ ปกติคนอื่นขอเงินพ่อ ผมจะต้องขอยืมแทน ต้องคืนเขาหมด ผมจ่ายค่าเทอมเองครั้งแรกตอนอายุ 16 เริ่มหาเงินตั้งแต่ช่วงนั้น ผมรู้สึกว่าชีวิตได้อะไรมายาก แล้วพ่อผมดุมาก เป็นคนรักสนุก ไปเที่ยวไปสังสรรค์บ่อยไม่ค่อยมีเวลาให้ พอมีเราก็รู้สึกไม่มีความสุข เพราะว่าเขาเลี้ยงเราไม่เป็น เขาไม่เคยสอนอะไรผมเลย ผมเป็นเด็กที่ขี้สงสัยมาก เวลาถามอะไรเขาก็จะบอกว่า Google มีไว้ทำอะไร หนังสือมีไว้ทำอะไร อยู่กับพวกนั้นไป ผมจะสนิทกับแม่อยู่กับแม่ตลอด แต่ผมก็ไม่มีเพื่อน บ้านผมก็ไม่ค่อยอยากกลับก็โดดเรียนไปอยู่ร้านเกม เลยทำให้ผมรู้จักยาเสพติดอีก มั่วซั่วไปเรื่อยๆ มีสิ่งเดียวที่ทำให้ผมอยู่ได้ คือดนตรี

    พอผมโตขึ้น ตอนที่เริ่มหาเงินเองได้ พ่อผมจากที่ดูร้ายมากเลย ก็กลายมาเป็นเพื่อนผม เหมือนกับว่าสิ่งที่เขาทำตั้งแต่เด็กจนโต ต้องการให้ผมเจอทางลำบาก เขาบอกว่าทุกวันนี้คนไม่รู้จักความลำบาก ผมไม่รู้ว่าเขาอ้างหรือเปล่านะ แต่เขาทำให้ผมลำบาก ถ้าเขาเลี้ยงเหมือนเพื่อนของผม ผมก็จะมาไม่ถึงทุกวันนี้ ก็เพิ่งมาเปิดใจได้ 3-4 ปี เพราะเขาก็แก่แล้ว เลยมานั่งคุยเรื่องเก่าๆ 

    เหมือนกับเขาใช้ไม้แข็งเพื่อให้เราทนทาน

    ช่วงที่ผมเรียนมหิดล ตอนแรกพ่อไม่รู้ว่าเรียนดนตรี พอรู้ก็โมโห ผมต้องออกมาเรียนในสิ่งที่เขาอยากให้เรียน คือเขาทำเกี่ยวกับจิวเวลรี ผมก็ต้องศึกษาเกี่ยวกับอัญมณี เลยพักดนตรีไปประมาณ 2 ปี เพื่อศึกษาเกี่ยวกับจิวเวลรี แต่ที่เป็นปัญหาชีวิตที่หนักๆ ของผมคือเรื่องครอบครัว เรื่องเพื่อน หนักสุดเลยคือความรัก ผมเป็นคนเซนซิทีฟมาก แล้วพอไม่มีที่พึ่งจากเพื่อน ครอบครัว ก็หันไปหาความรักคือผู้หญิง ซึ่งผมไม่เคยเจอผู้หญิงที่จบสวยๆ เลย เพราะว่าไม่เคยคบกับใครเกินปีหนึ่ง ต้องมีเรื่องอะไรสักอย่างที่หนักหนาสาหัสทำให้ต้องเลิกลาจากกัน ผมเลยเขียนเพลงรักมาเยอะมาก แต่จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มั่นใจว่าความรักคืออะไร 

    ที่เล่าว่าต้องยืมเงินพ่อ แล้วคุณหาคืนอย่างไร

    ผมเริ่มจากการทำความสะอาดบ้านในละแวกเดียวกัน วันหนึ่งได้ 50-200 บาท ตอนนั้นผมชอบเล่นการ์ดยูกิ ก็เก็บเอาเงินตรงนั้นทุกบาทที่ได้มาซื้อการ์ดยูกิ ซื้อมาเด็คนึงเลย เมื่อก่อนการ์ดยูกิของแท้มันแพง ผมเล่นแต่ของแท้ เพราะว่าการ์ดแท้มันแข่งได้ เลยคิดว่าจะลองหาเงินกับมันดูสิ ถ้าเกิดเล่นให้เก่งๆ เราไปแข่งได้ เมื่อก่อนก็จัดอยู่ที่ภิรมย์พลาซ่า ซึ่งเป็นแหล่งรวมการ์ดยูกิเลย เด็กๆ จะไปรวมกันตรงนั้น ย้อนกลับไปเมื่อประมาณเกือบ 12 ปีที่แล้ว ตอนนั้นผมอายุ 16 ปี ก็ไปแข่งตามทัวร์นาเมนต์ต่างๆ จนถึงขั้นเป็นที่ 2 ของประเทศ แล้วการ์ดยูกิมันเจ๋งตรงที่ว่ามีการดูเอลกันด้วย สามารถเดิมพันไพ่ได้ สมมติเรามีไพ่ที่แพงที่สุดของเรา เขาก็มีไพ่ที่แพงที่สุดของเขา ใครเล่นชนะก็ได้ไพ่ที่เดิมพัน ได้มาแล้วก็เอาไปขาย ผมก็เก็บเงินได้จากตรงนั้น

    แพงที่สุดที่ชนะเดิมพันได้การ์ดมาใบละเท่าไร

    3,000 บาท การ์ดชื่อ Charge of the Light Brigade อยู่ใน Lightsworn Deck ณ ขณะนั้นมีอยู่แค่ทวีปละ 3 ใบ ตอนที่เลิกเล่น ผมขายเด็คของผมและการ์ดอื่นๆ ที่สำคัญได้เงินมา 60,000 บาท นอกจากที่จะหาเงินจากการ์ดยูกิ ผมก็ชอบเล่นเกมออนไลน์ ถ้าได้เงินเยอะคือ Ragnarok กับ Yulgang ซึ่งผมชอบตัวเองอยู่อย่างคือเวลาทำอะไรจะทำอย่างบ้าคลั่งเลย เกมนี้เปิดมาครั้งแรกผมต้องได้ที่ 1 ของเซิร์ฟ อย่างเกม Ghost Online ผมติดอยู่ 1 ใน 13 คนที่มีแรงก์เลเวลเยอะที่สุดในประเทศ ไปแข่ง Thailand Games Show ก็ได้เงินจากตรงนั้น แต่ตอนนั้นเรายังเด็ก ใช้เงินไม่เป็น เอาเงินไปลงกับเรื่องไร้ค่า คือยาเสพติด ปาร์ตี้ กินเหล้า เลี้ยงเพื่อน เพราะเราไม่เคยมีเพื่อนมาก่อน

    นอกจากคืนพ่อก็หมดไปกับเรื่องพวกนี้

    ใช่ ใช้ไม่เป็น ก็เป็นเส้นทางหนึ่งที่ทำให้ผมเริ่มเติบโตมา แต่ในระหว่างที่เกิดเรื่องโน้นนี้ ผมเล่นดนตรีมาตลอด ต่อให้ผมไปเล่นการ์ดยูกิหรือทำอะไร กลับบ้านมาผมจะเล่นกีตาร์ กีตาร์อยู่กับผมตลอดในทุกช่วงของชีวิต

    จากที่เสเพลในตอนนั้น แล้วจุดเปลี่ยนเกิดขึ้นตอนไหน เกิดขึ้นจากอะไร

    Turning Point คือเห็นเพื่อนเข้าโรงพยาบาล ช็อกเพราะยาเสพติดที่เราเล่นกับเขา รู้สึกว่าต้องเลิกอะไรที่ไร้สาระพวกนี้ เลยเลิกสูบบุหรี่ เสพกัญชา ทุกอย่างที่ผมเล่นเมื่อก่อน พอเลิกเสพเท่านั้นแหละ เริ่มมีปัญหาสารเคมีในสมอง มันหนักขึ้น  อย่างที่ทราบว่าคนที่เสพกัญชาจะอารมณ์ดี แล้วถ้าไม่ได้เสพล่ะ อยู่ดีๆ หักดิบก็เลยเป็นผลเสีย ทำให้ผมต้องทนอยู่ตรงนั้นนานปีกว่า แล้วปกติตัวผมเองเป็นคนจริงจัง เลยโฟกัสกับสิ่งที่ทำอยู่ดีมาก ซึ่งตอนนั้นผมเลิกได้เพราะว่าเล่นดนตรี แต่ว่าดนตรีเป็นแค่รอง งานหลักคือจิวเวลรี ช่วยพ่อทำธุรกิจ Turning Point อยู่ในช่วงนี้ ทำจิวเวลรีไปได้สักพัก ผมก็คิดมองตัวเองไปอีก 50 ปีข้างหน้าว่า อนาคตผมจะอยู่กับมันได้หรอ ที่พ่อทำก็ไม่ได้รักมัน แค่ได้เงิน พอทำมาเรื่อยๆ 30 ปีก็รู้สึกผูกพัน ผมคิดว่าไม่ใช่ ผมต้องทำสิ่งที่รัก ถ้าอยู่กับเพลงผมอยู่ได้จนตาย มีความสุขที่ได้อยู่กับมัน เลยเลือกดนตรี 

    ช่วงนั้นผมเรียนจบพอดี คุยกับพ่อว่าขอปีนึงเพื่อทุ่มกับดนตรี ผมจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้มีชื่อเสียง จะเขียนเพลงที่ทำให้ทุกคนรู้สึกว่าคนนี้ทุ่มเทจริงๆ ผมเลยทิ้งทุกอย่างเพื่ออยู่กับเพลง แต่ก็โดนพ่อด่าทุกวัน เพราะพ่อไม่เคยเห็นด้วย ดนตรีหาเช้ากินค่ำจะมาหาเงินเยอะๆ ได้อย่างไร ซึ่งก่อนหน้าผมที่จะดังก็ทำเพลงใต้ดินมาก่อน มีฐานแฟนคลับแต่ว่าไม่เยอะ วิวหลักหมื่นหลักแสน แล้วตอนนั้นผมเพิ่งบวชเสร็จด้วย ซึ่งการบวชก็เป็น Turning Point ของผมเหมือนกัน เพราะอกหักจากผู้หญิงคนหนึ่ง เพิ่งรู้ว่าเขามีลูกกับคนอื่นที่ไม่ใช่เรา ลูกเขาโตแล้วด้วย ยังไม่เลิกกับแฟน คือเราเป็นชู้เขามาเกือบปี ผมช็อก หลุดเลยคราวนี้ ต้องไปบวชเกือบพรรษา ทั้งที่ผมเป็นคริสต์นะ ผมไปบวชวัดที่บ้านยาย เพราะอีกอย่างหนึ่งถือว่ายายอยากเห็นผมห่มผ้าเหลือง ไหนๆ ก็ไม่มีอะไรในชีวิตแล้ว ลองไปบวชดูแล้วกัน เผื่อชีวิตจะมีอะไรดีๆ บ้าง 

    ไปบวชกลับมา ตอนนั้นผมอยู่ต่างจังหวัดกับยาย ยายชอบเปิดทีวีช่อง Workpoint แล้วดูรายการ The X Fector Thailand ผมก็ได้ไอเดียขึ้นมาว่า ยายชอบนั่งดูทีวีทุกเย็น ถ้าเกิดผมเซอร์ไพรส์ยาย เปิดทีวีขึ้นมาแล้วเห็นผมอยู่ในทีวี ยายคงจะดีใจ คิดแค่นั้นเลย พอไปสมัคร เขาก็ถามว่าจะร้องเพลงอะไร ก็ต้องเพลงเราสิ เพราะผมเขียนเพลงทิ้งไว้เยอะ อย่างเพลงไม่เหมือนกัน ผมก็ปล่อยในนาม D Gerrard มานานแล้วนะ พอไปเล่นในรายการ The X Fector Thailand เท่านั้น ดังเลย คนไปตามฟังว่าผมปล่อยเพลงอะไร นั่นคือ Turning Point ของผมสุดๆ เลย เพราะทำให้คนได้เห็นว่าผมเขียนเพลงเป็น ร้องเพลงได้ แล้วเพลงก็ไม่ได้ขี้เหร่ แข่งจนจะเข้ารอบสุดท้ายผมไม่ร้องเพลงคนอื่นเลย ถ้าให้ผมร้องเพลงคนอื่น ผมไม่รู้ว่าจะมาทำไมตั้งแต่แรก ที่มารายการนี้อยากจะร้องเพลงของผมให้คนอื่นฟังว่ามันดีหรือเปล่า นี่คือเป้าหมาย เลยบอกเขาว่าถ้าไม่ให้ร้องเพลงของผม ผมไม่แข่งก็ได้ เขาเลยอนุญาตให้ผมร้องเพลงของผมไปเรื่อยๆ ก็เลยตกรอบ แต่ก่อนจะถึงรอบไฟนอล ผมเขียนเพลงหนึ่งเอาไว้ ชื่อว่า Galaxy ซึ่งถ้าไม่ตกรอบต้องถูกปล่อยในรายการไปแล้ว แต่พอตกรอบยังไงก็ต้องปล่อย ณ ขณะนั้นก็มีค่ายเพลงหลายค่ายมาติดต่อ พี่โน (ดนัย ธงสินธุศักดิ์ ผู้บริหารค่ายเพลง Wayfer Records) เป็นคนแรกที่มาหาผม เขาบอกว่าไม่เคยเห็นใครร้องเพลงตัวเองในเวทีประกวด แล้วยังเข้ารอบต่อไปได้ แสดงว่าต้องมีอะไรสักอย่าง เลยชวนมาอยู่ค่าย แล้วก็ได้ปล่อยเพลง Galaxy ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ทุกคนได้รู้จักผม 

    นับตั้งแต่ปล่อยเพลง Galaxy ที่ถือว่าเดบิวต์เป็นศิลปินเต็มตัวจนเข้าปีที่ 3 แล้ว ดูคุณเป็นศิลปินที่ขยันปล่อยเพลงถี่มาก เฉลี่ย 1-2 เดือนต่อเพลง อย่างล่าสุดก็เพลงถามให้ชัวร์ และเพลงกลับบ้าน มีคำอธิบายกับตัวเองไหมว่าอะไรที่ต้องออกเพลงใหม่แบบถี่ๆ อย่างนี้

    ตอนนั้นผมคิดว่า Galaxy กำลังมา การที่ผมปล่อยเพลงย้ำๆ ทำให้แฟนคลับหรือแฟนใหม่ๆ ที่เข้ามารู้จักไม่ลืมเรา เหล็กต้องตีตอนร้อน ต้องตีไปเรื่อยๆ หลังจากปล่อย Galaxy มาแล้ว ผมรู้สึกว่า Galaxy คือมิติหนึ่งของผม แล้วที่ออกเพลงมาบ่อยๆ อยากจะให้คนติดตามผมจากเพลง เหมือนกับว่าเพิ่มมิติให้คนได้เห็น สมมติว่าเปรียบเทียบตัวละครนี้เป็นการ์ตูน ก็จะเป็นตัวละครที่มีหลายมุม ไม่ใช่แค่ด้านรักหรือโรแมนติก มีด้านเศร้า มีหลายมิติที่อยากให้คนดูได้รู้จักเรามากขึ้น เลยเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ปล่อยเพลงบ่อย คือเวลาไปเจอเหตุการณ์หรือเรื่องราวอะไรมาก็จะต่อยอดมันเลย ผมเลยเขียนเพลงบ่อย อย่างล่าสุดผมปล่อยถามให้ชัวร์มา เป็นเพลงที่ 2 ของปีนี้ ซึ่งถือว่าน้อยมาก ถ้าเทียบกับปีที่แล้วที่ปล่อยมา 10 เพลง ไม่รวมในอัลบั้มอีก 18 เพลง ปีนี้ผมเริ่มปรับเปลี่ยนวิธีการ ปล่อยเพลงใหม่น้อยลง เพราะอยากจะให้คนอยู่ในอารมณ์เดิมไว้ก่อน เพื่อที่จะนำเขามาสู่เรื่องราวฉบับใหม่ เหมือน Chapter ใหม่ของผม ซึ่งมีความโตขึ้นในเรื่อง Mindset หรือรูปแบบการนำเสนอ เหมือนกับว่าหลายๆ อย่างคล้ายกับ Experiment ด้วย

    มีความคิดที่ว่าตัวเองมือขึ้นไหม แบบนักฟุตบอลที่กำลังฟอร์มดี ยิงมุมไหนก็เข้า  แล้วกับการที่คุณปล่อยเพลงมาก็ได้รับการตอบรับดีเสมอ ยอดวิวหลักล้านเป็นเรื่องธรรมดา

    ไม่เกี่ยว ถ้าผมสนเพลงฮิตก็ต้องเขียนแบบ Galaxy เพลงมันมีฟังก์ชันของมัน ทุกเพลงเหมือนลูกคนหนึ่งของผม ไม่ว่าส่วนนั้นจะน่าเกลียดหรือสวยงามแค่ไหน มันคือมนุษย์ อย่างที่บอกตั้งแต่แรก ผมแรปทุกวันเลย ถ้าไม่ได้เขียนเพลงก็แรปสด เปิดบีทมาแล้วให้ผมแรปเกี่ยวกับอะไรก็บอกมา แรปได้หมด ในหัวผมคิดอยู่ตลอด มันเป็นการระบายอารมณ์ของผมอย่างหนึ่ง  

    แต่จริงๆ แล้วที่ปล่อยเพลงบ่อย เพราะว่าผมเป็นโรคโบโพลาร์ ต้องระบาย ต้องเขียนเรื่องราวที่เจอมาให้คนได้รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับสังคม หรือเกิดอะไรขึ้นกับผม เมื่อก่อนผมไปหาหมอแล้วเขาให้กินยา แต่เวลาที่กิน ผมคิดอะไรไม่ออก เลยถามหมอว่ามีวิธีที่ไม่ต้องกินยาไหม มีวิธีการรักษาด้วยวิธีอื่นไหม เขาบอกว่าถ้าเป็นคนไข้คนอื่นก็จะเป็นการเขียนบันทึก ซึ่งการเขียนบันทึกเป็นวิธีการที่ผมทำอยู่แล้ว คราวนี้มาเชื่อมกับอะไรที่เรารักได้หรือเปล่า กลายเป็นการบันทึกเรื่องราวผ่านบทเพลง ผมเลยเขียนเพลงไว้เยอะ ที่ปล่อย 20-30 เพลง จริงๆ แล้วมาจาก 200-300 เพลง

    ชวนเล่ามุมมองจากคนที่เป็นไบโพลาร์หน่อยได้ไหม เพราะว่าปัจจุบันก็ถือเป็นปรากฏการณ์หนึ่งในสังคมที่คนไทยเผชิญกันเยอะเหมือนกัน

    เป็นอะไรที่คนส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยเข้าใจ อาจจะคิดว่าเป็น Personality หรือเปล่า เป็นลักษณะนิสัยของคนๆ นั้นเองหรือเปล่า ทั้งที่จริงแล้วมันมีผลมาจากบางอย่าง ปมในจิตใจหรือว่าเรื่องราวที่เคยเจอมา บางคนเป็นภาวะซึมเศร้า ซึ่งคนละอย่างกับโรคซึมเศร้า ภาวะซึมเศร้าคือก่อนที่จะเกิดโรคซึมเศร้า มันไล่เลเวลมา อย่างกรณีผมจะมีหลายบุคลิก มันเกิดจากการที่ผมเจอเรื่องไม่ดีหลายๆ อย่างในชีวิต ผมเลยสร้างบุคลิกแบบหนึ่งขึ้นมาเพื่อที่จะเติมเต็มตรงนั้น คือแต่ละคนก็จะไม่เหมือนกัน อยู่ๆ อารมณ์ก็เปลี่ยน พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือเลย คนที่ไม่รู้จักก็จะมองว่าเป็นบ้าหรอ แต่ที่จริงแล้วตัวผมเมื่อวินาทีที่แล้วกับตอนนี้คือคนละคนกัน ผมรักษาอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ก่อนเข้าวงการเพลง รักษาอยู่เกือบ 2 ปี แต่ ณ ขณะนั้นผมเขียนเพลงแล้วนะ

    ขออนุญาตถามหน่อยว่ารู้ตัวได้อย่างไร

    ผมเริ่มรู้ตัวตอนทำร้ายร่างกายตัวเอง ผมนั่งกินข้าวแล้วรู้สึกโมโหมาก ต้องทำอะไรกับอารมณ์ที่มันปะทุอยู่ข้างใน ทั้งที่มันไม่มีเรื่องที่ต้องโมโห ก็เอาจานตีโต๊ะ ทำร้ายร่างกายตัวเอง จนที่บ้านไม่ไหว เลยพาไปรักษาที่โรงพยาบาลตำรวจ แต่ผมรู้สึกว่าหมอจะรู้อะไรเกี่ยวกับเรา เขาจะมารู้จักเราได้ดีกว่าตัวเราได้อย่างไร แล้วเขามีชีวิตที่ดีแล้วหรอ ถึงมาบอกว่าต้องทำอะไร ณ ขณะนั้นผมมีแนวคิดที่ค่อนข้างลบ ตอนนั้นผมเจอเหตุการณ์ที่ไม่ดี มันบวกเข้าไปเรื่อยๆ จนเหมือนกับว่าธาตุไฟแตก กูไม่เอาแล้ว ทำไมกูต้องมาเจอเรื่องราวแบบนี้ เลยเกิดเป็นบุคลิกภาพอีกอันที่พยายามจะต่อต้านสิ่งรอบข้าง ซึ่งมันมีวิธีแก้โดยการเขียนเพลง ผมก็จะเขียนเพลงในหลายมุมหลายมิติ ถ้าลองศึกษาเพลงของผมจะมีหลายมุม หลายมิติมาก มีหลายตัวตนในการเล่าเรื่อง ทั้งๆ ที่มันคือตัวผมคนเดียว 

    ตอนนั้นยอมรับการรักษาไหม

    ไม่ยอม แอนตี้อยู่ประมาณ 2-3 อาทิตย์ จนผมไม่อยากไปหาหมอแล้ว รู้สึกว่าเขาไม่ช่วยอะไรเลยนอกจากให้ยา กินแล้วผมคิดอะไรไม่ออก ผมเป็นคนคิดมาก คิดอยู่ตลอด เลยรู้สึกว่าไม่ได้เรื่อง แต่หมอแนะนำว่าคุณควรที่จะเล่านะ เพราะว่าผมไม่ค่อยเชื่อใจคน โดนคนหักหลังมาเยอะ ทั้งเรื่องงาน เรื่องเพื่อน ตอนเด็กก็โดนบูลลี ไม่มีเพื่อน อยู่โรงเรียนคนจีน ตัวผมเป็นเด็กแขกคนเดียวในโรงเรียน เลยกลายเป็นจุดดำๆ จุดหนึ่งที่อยู่ตรงนั้น อยากจะมีเพื่อน เราก็จริงใจกับเขา แต่เขาเอาเราเป็นตัวตลก ผมไม่มีชีวิตกับเพื่อนในวัยเรียนที่เขาไปเที่ยวทะเล เล่นน้ำเป็นกลุ่ม เห็นแล้วรู้สึกอิจฉา ณ ขณะนั้นผมอยากมีนะ แล้วความรัก เมื่อก่อนผมมีปมด้อย ไม่คลู ทั้งอ้วน ทั้งเตี้ย มันเป็นอะไรที่อยู่นอกสายตาของผู้หญิงมาก ผมมีแฟนคนแรกตอนอายุ 22 ปี ซึ่งมันช้ามากเลย ทำให้รู้สึกว่าทำไมโลกไม่แฟร์กับเราบ้างเลย ซึ่งทุกวันนี้มันก็ดีขึ้นแล้ว เพราะเราทำให้ตัวเองมีความหมาย ถ้าเกิดคุณเจอคนที่เป็นโรคนี้ พยายามทำให้เขารู้สึกว่าตัวเขามีค่า เขาจะรู้สึกดีขึ้น

    จุดเปลี่ยนอะไรที่ทำให้ยอมรับการรักษา

    จริงๆ ทุกวันนี้ผมไม่ยอมรับการรักษาเกี่ยวกับยานะ สำหรับผมคิดว่ายาที่ดีที่สุดคือการเขียนเพลง การได้ปล่อยเพลง ค่าย (Wayfer Records ต้นสังกัดของ D Gerraard) รับรู้ เลยอนุญาตให้ผมได้ปล่อยเพลงเยอะขนาดนี้ เพราะปกติศิลปินปล่อยเพลงใหม่ปีนึงอย่างมาก 5 เพลง ผมล่อไป 10 เพลง

    การที่ไม่พึ่งยาแล้วหาอะไรที่เรารักทำในชีวิตประจำวัน ทางการแพทย์เขาแนะนำไหม

    แนะนำครับ แต่ว่าต้องเป็นสิ่งที่สร้างสรรค์ ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ทำร้ายคนอื่น ทำร้ายตัวเองก็ไม่ได้ มันต้องเป็นสิ่งที่มีประโยชน์และเรารักมัน แต่การที่จะหาสิ่งที่เรารักและมีประโยชน์มันยากนะ ทุกวันนี้หลายคนยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าชอบหรือรักอะไรกันแน่ แล้วอยากจะทำอะไร สมมติฉันเป็นคนชอบอ่านหนังสือ รักการอ่านมาก ต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อต่อยอดกับมันได้ ผมเชื่อว่าถ้าเกิดรักอะไรมากๆ คุณจะหาวิธีที่อยู่กับมันได้ 

    คนที่เป็นไบโพลาร์สามารถรักษาแบบนี้ได้ทุกคนไหม หรือว่าต้องดูเป็นเคสบายเคส

    ต้องดูเป็นเคสบายเคส ต้องดูว่ามีบุคลิกทับซ้อนแบบไหนอีก ค่อยๆ เคลียร์ เมื่อก่อนถ้าผมอยู่ที่บ้านจะสวิชต์ได้เลย 

    ตามที่รับรู้กันคือมีอารมณ์สองขั้วอย่างชัดเจน

    ผมมีมากกว่านั้นครับ ประมาณ 4 แต่ตอนนี้เหลือ 3 ซึ่งบุคลิกภาพจะซับซ้อน มีหลายแบบ

    พอจะเผยได้ไหมว่า 3-4 บุคลิกที่อยู่ในตัวคุณ แตกต่างกันอย่างไร

    คนหนึ่งชื่อบิลลี่ D Gerrard และอีกคนบิ๊ก บิ๊กเป็นเด็กอายุ 12-13 ปี วัยรุ่นซื่อๆ เป็นเด็กเนิร์ด ผมไม่มีเพื่อน ก็จะชอบอยู่กับหนังสือ กับเพลงตลอดเวลา D Gerrard คือตัวตนบนเวที ถ้าอยู่บนเวทีก็จะเป็นอีกแบบ การพูด การพรีเซนต์ตัวเอง อีโก้เยอะ แต่ว่าที่น่ากลัวที่สุดคือบิลลี่ จะแอนตี้ทุกอย่าง บิลลี่จะออกมาตอนที่เราเข้าตาจน แต่จะไม่ทำอะไรที่มันรุนแรงกับคนอื่นนะครับ บิลลี่จะมีวิธีการที่ทำให้คนรู้ว่าไม่ใช่ D Gerrard ไม่ใช่บิ๊กแล้ว 

    บิลลี่เกรี้ยวกราดไหม

    ไม่ใช่แบบตีหรือต่อย เป็นความวิปลาศแบบนั้นมากกว่า มันน่ากลัว แต่หายไปได้สักพักใหญ่ๆ แล้ว ประมาณ 2 ปี 

    สามารถจัดการมันได้แล้ว

    จัดการคุมมันได้ กักมันไว้ จากการเขียนเพลง พอหมอให้ผมกินยา ผมเขียนไม่ได้ ช่วงนั้นผมเข้าค่ายเพลงพอดี แล้วจะให้ผมทำยังไงล่ะ วิธีคือก็ต้องเลิกกินยา แต่คนอื่นที่เป็นแล้วเป็นศิลปินที่ผมรู้จัก เขาก็กินยา ผมคิดว่าการกินยามันไม่ใช่ตัวเรา เพราะว่าสมมติเราต้องกินยา หมายความว่าเราต้องพึ่งมันไปตลอด ต้องหาชีวิตประจำวันที่เราไม่ต้องพึ่งมัน 

    นาทีนี้เป็นบิลลี่ อีกนาทีเป็นบิ๊ก เป็น D Gerrard พลิกได้หมดทุกวินาที แล้วแบบนี้ทั้ง 3 คนอยู่โดดเดียว อยู่คนเดียวได้ไหม

    ถามว่าอยู่โดดเดียวคนเดียวได้ไหม คือเมื่อก่อนผมไม่มีเพื่อน เลยสร้างบุคลิกภาพขึ้นมาเป็นเพื่อนผม เหมือนเพื่อนในจินตนาการ แต่เป็นตัวเรา ก็คุยกับตัวเองในแบบที่ต่างกัน ตอนแรกแม่ผมก็คิดแค่ว่าเป็นเด็กคนหนึ่งที่มีจินตนาการเยอะ แต่พอมันมีปัญหา มีอะไรสักอย่างมากระทบจิตใจ ไม่ว่าจะด้านไหนก็ตาม ครอบครัว โรงเรียน เพื่อนฝูง ความรัก ถ้ามาย้ำเรื่อยๆ ก็สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านจิตใจได้ ทุกคนเป็นได้ บางคนคิดว่าผมบ้าแล้ว 

    อีกแบบหนึ่งคือ คนที่เป็นไบโพลาร์แบบที่ไม่ได้มีบุคลิกภาพทับซ้อน คือ Depressed (อารมณ์ซึมเศร้าผิดปกติ) กับ Mania (อารมณ์ดีหรืออารมณ์รุนแรงเกินเหตุ) เท่าที่ผมเห็น 2 อาทิตย์เป็น Depressed อีก 2 อาทิตย์ Mania ช่วงหนึ่งผมก็เป็นแบบนั้น ยังมีอีกกรณีหนึ่งซึ่งศิลปินทั่วไปจะเป็น เขาเรียกว่า Post Depression คือตอนไปเล่นคอนเสิร์ต สมองจะหลั่งสารโดปามีน สารต่างๆ ในสมอง ทำให้เราคึก รู้สึกมีความสุข ลองคิดสภาพว่าสารที่หลั่งออกมาทุกวันเป็นเดือนสองเดือน เหมือนเราใช้ความสุขในอนาคตมาอยู่บนเวที อยู่ๆ วันหนึ่งไม่ได้เล่นคอนเสิร์ต คิดว่าจะดาวน์มั้ย ช่วงโควิด-19 ผมดาวน์เลย ถ้าผมไม่ได้เขียนเพลงผมตายแน่ ผมเขียนเพลงยับเลย มีเพลงรอปล่อยอีกเยอะ 

    มีเพลงที่แต่งขึ้นเพื่อไบโพลาร์โดยเฉพาะไหม

    เพลงคำมั่น หรือหลายๆ เพลงในอัลบั้มที่เพิ่งปล่อยไป อย่างเช่น ไทม์แมชชีน จะไม่ใช่เพลงที่ถูกนำเสนอเป็นเพลงหลัก คนส่วนใหญ่จะรับรู้ภาพลักษณ์จากเพลง Galaxy ไม่เหมือนใคร เกาะสวาทหาดสวรรค์ อย่างนั้นมากกว่า แต่ถ้าอยากจะรู้จักตัวผมให้ลึกขึ้น ผมอยากจะให้ฟังเพลงอื่นๆ ซึ่งทุกเพลงก็จะมี Mr.X ผมกำลังรอให้คนมาแกะออกว่า Mr.X ของผมมีอะไรบ้าง เพราะทิ้งปริศนาเอาไว้หมดเลย ทุกอย่างมันเป็น Milestone ของผม ทุกอย่างลิงก์กันหมดเลย เหมือนดูหนังที่เป็นซีรีส์ แต่เป็นซีรีส์ที่มีธีมเรื่องที่เปลี่ยนไป

    เขียนเพลงทุกวันเลยหรือเปล่า

    ทุกวัน แต่ผมจะมีช่วงพัก คือช่วงหาข้อมูล ผมจะออกไปผจญภัยในโลก จะชอบเดินทางคนเดียว เที่ยวต่างประเทศคนเดียว ไปต่างจังหวัดคนเดียว เพราะถ้าไปกับเพื่อนก็จะโฟกัสกับเพื่อนเรา พอไปคนเดียว ผมไปนั่งหน้าบาร์ก็ได้เพื่อนเป็นบาร์เทนเดอร์ แล้วผมชอบทำอะไรที่เขาไม่ทำกัน เพื่อจะได้รู้ว่าความหมายจริงๆ คืออะไร คนส่วนมากไม่ชอบหลงทาง มันถึงมี GPS แต่ผมชอบหลงทาง เพื่อจะได้เจอทางใหม่ๆ ถ้าไม่ซีเรียสเรื่องเวลา หลงไปเถอะ มันจะได้เจออะไรก็ไม่รู้ บางทีอาจจะเจอสิ่งที่คนไม่รู้ การเดินทางมันเหมือนหาข้อมูลและสร้างแรงบันดาลใจให้ตัวเอง

    วันที่เขียนเพลงไม่ออกทำอย่างไร

    ยังไม่มีฟีลนั้น เหมือนเล่าได้หมดเลย เก้าอี้ตัวนี้ยังเขียนได้เลย (เก้าอี้ที่ D Gerrard นั่งให้สัมภาษณ์) คิดว่าจะมีคนสักกี่คนที่เคยมานั่งตรงนี้ อาจจะมีใครสักคนนึงนั่งรอแฟนเลิกงาน ได้เรื่องราวแล้ว ไม่ยาก เขียนได้หมดเลย

    จำเพลงแต่งเพลงแรกในชีวิตของตัวเองได้ไหม

    ถามให้ชัวร​์ เพลงที่เพิ่งปล่อยล่าสุด ถึงจะเป็นเพลงแรกที่ผมเขียน แต่ตอนนั้นยังเขียนไม่เสร็จ เพิ่งจะมาเสร็จเอาเร็วๆ นี้ เพราะตอนนั้นผมเพิ่งหัดเขียนเพลง เลยไม่รู้ว่าเขียนกันยังไง ก็เขียนแค่ท่อนฮุกเอาไว้ …ถามๆ ให้ชัวร์ ตอนนั้นจีบผู้หญิงคนหนึ่งที่เรียนด้วยกัน ถ้าเกิดไม่นับเพลงนี้ก็จะเป็นเพลงที่เขียนให้แม่ ซึ่งเอาไปร้องประกวดงานวันแม่ที่โรงเรียน ตอนนั้น ม.3 คือผมเริ่มเขียนเพลงมาตั้งแต่เด็กๆ เลย แต่แค่ไม่รู้ว่าคือการเขียนเพลง ผมแค่อยากเล่าเรื่อง ตอนเรียน KPN ครูท่านหนึ่งเดินมาบอกว่า ทำไมไม่ลองเขียนเพลง เขียนเพลงง่ายจะตาย ผมก็ถามว่าเขียนยังไงครับ ท่านก็บอกว่าเหมือนเขียนเรียงความ พอพูดอย่างนั้น กลับมาบ้านผมก็เขียนเรียงความยาว แต่ตอนนั้นยังไม่รู้วิธีที่ทำเรียงความให้เป็นดนตรี

    เพลงรักเพลงอกหักที่มีอยู่ในตลาดเพลงเยอะแยะมากเลย คุณมองว่าอะไรที่เพลงรักของคุณถึงแตกต่างจากเพลงรักของคนอื่นจนโดนใจคนฟัง อย่าง Galaxy ก็มียอดวิวทางยูทูบแตะ 188 ล้านครั้ง

    ผมเล่าเรื่องราวต่างจากคนอื่น คนอื่นใช้คำง่ายๆ ผมใช้คำที่อยู่ในหนังสือ ในกวี อย่างราชวัง มลาย คำที่ไม่ได้ใช้ในชีวิตประจำวัน จะไม่ใช่ฉันรักเธอ คิดถึง ผมเข้าใจว่ามันแมส คนเข้าใจได้ง่าย แต่ผมอยากจะพูดคำพวกนี้ให้ลึกซึ้งกว่านี้ คนอื่นใช้คำว่าเศร้า ผมใช้คำว่าเศร้าหมอง หรือว่าเศร้าสร้อย เป็นเรื่องรายละเอียดในการใช้คำ แล้ววิธีการเขียนเพลงของผมเขียนเหมือนแรปเปอร์ แต่ร้องเหมือนนักร้อง ถ้าไปนั่งแกะเนื้อเพลง จะคล้องกันทุกประโยคเลย ถ้าเป็นเพลงคนอื่นอาจจะไม่จำเป็นต้องคล้องกัน ขอแค่รูปประโยคชัดเจนและคนเข้าใจได้ก็พอแล้ว ผมไม่ได้ ต่อให้รูปประโยคชัดเจน คำก็ต้องคล้องกัน เป็นเงื่อนไขของผม ต้องมีความสวยงามในเรื่องของการวางคำ แล้วเมโลดี้เน้นสวยเน้นเพราะ 

    ถ้าในรูปแบบเพลง สิ่งที่ทำให้ต่างกับคนอื่นก็น่าจะเป็นเรื่องรูปแบบทางดนตรี ดนตรีไม่ง่าย ผมจะเป็นที่ชื่นชอบของนักดนตรีด้วย เหมือนจะง่ายแต่ไม่ง่าย รู้ไหมว่าเพลง Galaxy กับเพลงไม่เหมือนใคร คอร์สเดียวกันเลยล แต่ทำไมฟังแล้วไม่เหมือนกัน เพราะมันอยู่ที่อารมณ์ กรูฟ มูฟเมนต์ นี่คือสิ่งที่ผมโดดเด่น ไม่ว่าเพลงเร็วหรือช้า เพลงของผมต้องโยกได้หมด มันมีเงื่อนไข คือเพลงต้องคล้อง ต้องโยกได้ แล้วการเล่าเรื่อง เนื้อเพลงของผมเยอะ ต่อให้เป็นร้อง เพลง Galaxy เนื้อเพลงเยอะมาก นี่คือเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งในการเขียนเพลงของผม

    น่าสนใจตรงที่เงื่อนไขว่าต้องโยกได้ มาจากแนวคิดแบบไหน เพราะอะไรถึงต้องทำให้โยกได้ทุกเพลง ไม่ว่าช้าหรือเร็ว

    ผมว่าการโยกได้เป็นยูนิเวอร์แซล ต่อให้ฟังเนื้อเพลงไม่รู้เรื่อง ถ้าโยกได้แสดงว่ารู้สึกถึงเพลง เราไม่เห็นรู้เรื่องเลยว่าละตินพูดอะไร อังกฤษบางคนยังไม่เข้าใจเลยว่าร้องอะไร ยกตัวอย่าง Blackpink สิ่งที่ทำให้คนชอบเพลง ที่คนจำได้คือ Riffs เช่นการร้องอย่าง Rum, pum, pum, pum, pum, pum, pum คนร้องตามได้ทั่วโลก ซึ่งเพลงดังๆ ทุกวันนี้ใช้เทคนิคนี้ เพราะมันยูนิเวอร์ซัล นั่นคือจุดขาย แต่จุดขายของผมเป็นการโยก ถ้าคนโยก ผมประสบความสำเร็จในการทำเพลงแล้ว 

    เนื้อเพลงที่สละสลวยเหล่านั้นเกิดขึ้นมาจากต้นทุนแบบไหน

    ผมอ่านหนังสือเยอะมาก คำผมจะมีเยอะ แรปสดยังไม่ใช้คำทั่วไปเลย พสุธา นารา ธารา นาคา คล้องกันหมดเลย แต่ความหมายต่างกัน แล้วทำให้ประโยคดูสวย น่าสนใจ เป็นเราก็คิดว่าพูดอะไรวะ ธาราแปลว่าอะไร มันเพิ่มกิมมิกทำให้คนสนใจเพลง คนก็ไปเสิร์ช ธาราแปลว่าอะไร ได้ความรู้ด้วย ผมจะชอบอะไรแบบนี้ ถ้าเพลงผมไม่กวีมันจะไม่สวยงาม 

    คำพวกนี้อ่านจากหนังสือแนวไหน มีเล่มโปรดเล่มใด

    ผมอ่านประวัติศาสตร์ วรรณคดี วรรณกรรม บทประพันธ์ ตำนานต่างๆ ผมชอบอ่านสามก๊ก แต่ที่อ่านเยอะๆ จะอ่านประวัติศาสตร์ทั้งหมดของโลก ยกเว้นของไทยจะไม่เชี่ยวชาญ

    เป็นเพราะอะไรถึงไม่อยากอ่านประวัติศาสตร์ของไทยเรา

    ไม่ใช่ไม่อยากอ่าน แต่ประวัติศาสตร์ไทยมีที่มาที่ไปเยอะเกินไป เลยไม่แน่ใจว่าจริงๆ แล้วควรเป็นอย่างไรมากกว่า ผมมีเชื้อศรีลังกา แล้วอ่านประวัติศาตร์ไทยจากศรีลังกา เรื่องที่พูดถึงคนไทยก็เป็นอีกแบบหนึ่ง เรื่องที่คนไทยพูดถึงตัวเองก็เป็นอีกแบบหนึ่ง ความเป็นออฟฟิเซียลจะน้อยกว่าคนอื่น อย่างอเมริกา พูดถึงอับราฮัม ลินคอล์น เรื่องราวแทบจะไม่มีบิดเบือนจากที่คนทั่วโลกรู้เลย แต่พอเป็นไทย เกิดการบิดเบือนบ้าง ตำรานั้นบอกอย่างนี้ ตำรานี้บอกอย่างนี้ เลยรู้สึกว่าแหล่งข้อมูลค่อนข้างเยอะ ความน่าเชื่อถือถูกลดทอนลง ประวัติศาตร์ที่ผมสนใจจริงๆ จะเป็นญี่ปุ่น จีน อเมริกา ถ้าตำนานจะสนใจตำนานกรีก ตำนานโรมัน ตำนานนอร์ส พวกปรัชญาขงจื้อ แล้วก็อาร์คิมิดีส 

    บ้านเรามีรายการประกวดร้องเพลงทางทีวีเยอะมาก คุณเองก็แจ้งเกิดจากรายการประเภทนี้ มีมุมมองอย่างไรกับการที่ทุกวันนี้เปิดไปช่องไหนก็มีรายการประกวดร้องเพลง คนไทยอยากเป็นนักร้องมากขนาดนั้นเลยหรือ

    ผมมองว่าคนไทยไม่ได้อยากเป็นนักร้องอย่างเดียว แต่การร้องเพลงเป็นอะไรที่อยู่คู่กับทุกอย่าง คนไทยอยากเป็นนักร้องเยอะไหม ผมว่าเยอะ เพราะคนไทยมองว่าการร้องเพลงเป็นเรื่องที่ไม่ยากเกินตัว สามารถฝึกฝนกันได้ เสียงดีหน่อยเป็นนักร้องได้ แต่คนไทยลืมอยู่อย่างคือตัวตน ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ ลองคิดดูสิคนไทยร้องเพลงเต็มบ้านเต็มเมือง แต่ร้องเพลงเหมือนกันหมดเลย แล้วใครจะจำคุณได้ ต่อให้เสียงดี ผมเห็นนักร้องวันนี้ที่ดังๆ ก็ไม่ได้เสียงดี แต่เขามีคาแรกเตอร์ มีเอกลักษณ์ เพราะฉะนั้นการที่ร้องเพลงเพราะไม่ได้หมายความว่าเป็นศิลปินได้ 

    แล้วคิดเช่นไรกับคำพูดที่ว่ายุคนี้เป็นยุคของเพลงแรป

    ช่วงหนึ่งที่โออิชิเข้ามาในประเทศไทยใหม่ๆ ก็บูมมาก ตอนนั้นทุกคนต้องลองกินอาหารญี่ปุ่น ก็เหมือนกับเพลงแรป เพลงฮิปฮอป ลองคิดภาพว่าค่ายเพลงใหญ่ๆ ครองตลาดเพลงมา 20-30 ปี แล้วอยู่ๆ มีเพลงฮิปฮอปออกมา มันคือความแปลก แต่ตอนนี้มันอยู่ในช่วงที่คนรู้แล้วว่าเพลงฮิปฮอป เพลงแรปเป็นอย่างไร ผมคิดว่าคนก็ต้องกลับมาเลือกสิ่งที่ดีให้กับตัวเอง ไม่ว่าเพลงอะไรจะฮิต คนเรามีความเฉพาะบุคคล จะเลือกสิ่งที่รู้สึกดีและชอบจริงๆ 

    ผมชอบฮิปฮอปก็จริง แต่พอมองย้อนกลับไปว่าจริงๆ แล้วจะอยู่กับดนตรีประเภทไหนได้ตลอดชีวิต ผมชอบเพลงเพราะ ต้องโยกได้ ต้องคล้องกัน อันนี้คือเงื่อนไขการทำเพลงของผม ชอบอะไรที่เพราะๆ อ้อ คอร์สที่ผมใช้ทั้งหมดคือแจ๊ส จริงๆ แล้วผมเป็นคนแจ๊ส แต่เรียนดนตรีมาทุกแบบ สมัยเรียนอยู่วงโยธวาทิต แต่ก็อยู่วงขับเสภาด้วย เริ่มร้องเพลงจากไทยเดิม อยู่มหิดลร้องโอเปรา แล้วไปฝึกร้องแจ๊ส พวกนี้คือพื้นฐานของทุกอย่าง ถ้าอยากร้องเพลงให้แข็งแรงต้องเริ่มจากร้องโอเปรา ร้องเพลงคลาสสิกก่อน อยากทำให้คนไทยเข้าใจง่ายก็ต้องเข้าใจไทยเดิมก่อน ซึ่งโน๊ตแบบไทยเดิมจะมีความคล้ายคลึงกับลูกทุ่ง หรือเพนทาโทนิก ถ้าฟังเพลงของผม บางเพลงจะมีลูกเพนทาโทนิกแบบเพลงไทยเดิม เพราะคิดว่ามันอยู่คู่กับคนไทย แล้วผมก็เป็นคนไทยคนหนึ่ง รู้สึกว่าไม่อยากจะทิ้ง ถ้าเป็นไปได้อยากจะทำให้เพลงไทย ที่เป็นเนื้อภาษาไทย ไปดังในต่างประเทศให้ได้

    คุณมีมาตรวัดความสำเร็จของตัวเองไหม

    ผมไม่มีอะไรที่มาบอกว่าสำเร็จแล้ว เพราะว่าความสำเร็จมันเกิดขึ้นตลอดเวลา อย่างเช่นปกติตื่นสาย วันนี้ตื่นเช้าก็สำเร็จแล้ว ความสำเร็จแต่ละคนไม่เท่ากัน ถ้าคุณมองความสำเร็จเป็นเรื่องใหญ่โตมันก็ดี ถ้ามองความสำเร็จเป็นเรื่องเล็กมันก็ดี คือดีคนละแบบ อยู่ที่ว่าจะใช้ในสถานการณ์ไหนมากกว่า แต่ผมจะมองความสำเร็จไว้ไกลมาก ไว้สูงมากๆ จนไม่มีทางที่จะแตะ เพราะอย่างน้อยได้เสี้ยวหนึ่งครึ่งหนึ่งก็สุดยอดแล้ว สำหรับผมไม่เคยมองว่าตัวเองประสบความสำเร็จ อย่างที่บ้านผม ผมจะพยายามพิสูจน์ตัวเองให้พ่อเห็นตลอด เขาบอกให้สอบให้ได้ที่ 1 ผมพยายามมา 3 ปี จากตอนแรกได้ที่ 7 ขึ้นมาที่ 3 ขึ้นมาที่ 2 แล้วมาปีนึงสอบได้ที่ 1 ของห้อง ผมเดินเอามาให้พ่อดูเลย พ่อบอกว่าที่บอกว่าที่ 1 ไม่ใช่ของห้องแต่ของโลก พ่อสอนผมแบบนี้ ถ้าจะวัดความสำเร็จของผมต้องเป็นระดับโลก

    แล้วในเส้นทางดนตรีวางปลายทางความสำเร็จของตัวเองไว้อย่างไร

    ไปให้ถึงตรงนั้น(ระดับโลก) ผมก็มีวิธีการของผม ถ้าจะครองใจคนทั้งโลก ต้องครองใจคนในประเทศเราก่อน เขาถึงจะส่งเสริมเราไปให้ถึงตรงนั้น ถ้าผมยังทำให้คนไทยสนับสนุนผมไม่ได้ ก็ยังไม่สามารถไปตรงนั้นได้ ผมอยากจะทำเพลงให้เพราะ ถ้าคุณนึกเพลงเพราะ D Gerrard ต้องมาในลิสต์ด้วย แต่ไม่ใช่ว่าเพลงเพราะอย่างเดียว คนเราต้องสนุก เพลงของผมโยกได้ทุกเพลง ต่อให้ช้าก็โยกได้ เพลงเร็วก็โยกได้ มีดีเอ็นเอนี้ให้คนได้นึกถึง นั่นคือ D Gerrard

    แพลนชีวิตของตัวเองในปีต่อไปหรืออีก 5 ปีข้างหน้าไว้อย่างไร

    อีก 2 ปีผมต้องไปนั่งเป็นโปรดิวเซอร์ ต้องนั่งอยู่ใน The Voice Thailand ได้แล้ว เพราะการทำเพลงไม่มีอะไรที่ผมทำไม่ได้แล้ว ผมทำเพลงเอง เขียนเอง วางเมโลดีเอง ทำบีทเอง ร้องเอง แรปเอง อัดเอง อะเรนจ์เอง คิดทุกอย่างเอง ผมเข้าใจหมดแล้ว ผมต้องไปอยู่ตรงนั้นแล้ว แต่ไปอยู่ตรงนั้นเก่งอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีบารมี ต้องมีอายุงาน ถ้าผมทำไปเรื่อยๆ ก็น่าจะไปอยู่ตรงนั้นได้ มีคนบอกผมว่าชีวิตพี่ประสบความสำเร็จ โดยดูจากยอดวิว เพลงดีวิวเยอะหรอ ไม่เกี่ยว ผมแค่ดวงดีที่ ณ ขณะนั้นบังเอิญคนได้ฟังเพลงผมเยอะ ผมรู้สึกดีใจนะ แต่ว่ามันคือจุดเริ่มต้น ถ้าเกิดคุณมัวคิดว่า Galaxy ยอดวิว 180 ล้าน ไม่เหมือนใคร 100 ล้านวิว เกาะสวาทหาดสวรรค์ อีก 100 กว่าล้านวิว ถ้าผมมานั่งนับแค่ยอดวิว แล้วความสุขมันอยู่ตรงไหน วันไหนเกิดทำเพลงแล้วยอดวิวน้อย คุณไม่ดาวน์หรอ 

    ผมอยากทำเพลงไปเรื่อยๆ อยากเป็นศิลปินระดับโลก ซึ่งตอนที่ผมเริ่มดัง ก็คิดว่าจะไประดับโลกเลย ตอนนั้นมัวแต่ทำเพลงไทยผสมอังกฤษ แต่คิดผิด ผมยังไม่ได้ทำให้คนไทยรู้จักมากเท่าไรเลย เป็นการคิดแบบเด็กๆ ที่ยังไม่ได้วางแผน แต่ตอนนี้เริ่มมีการวางแผนแล้ว มีโปรเจ็กต์กับต่างประเทศ ค่อยๆ เก็บโปรไฟล์ไปเรื่อยๆ แล้วผมจะหาวิธีทำยังไงก็ได้ให้เพลงที่เป็นเนื้อภาษาไทยไปดังในต่างประเทศ ผมคิดวิธีนี้อยู่เสมอ