Wednesday, October 28, 2020
More

    ชวนคุยกับนักล่าปลากลางกรุง​แห่งบึงมักกะสัน เสี่ยงดวงทั้งเรื่องปลาและรถที่อันตราย

    ใครที่เคยสัญจรผ่านบึงมักกะสัน เชื่อได้ว่าอาจเคยพบเห็นคนที่ยืนริมขอบถนนจตุรทิศ พร้อมกับคันเบ็ดหรือปืนยิงปลาบริเวณสันขอบถนนที่เบื้องใต้เป็นบึงน้ำขนาดใหญ่อย่างแน่นอน ซึ่งบึงมักกะสันนี้เป็นบึงขนาดใหญ่ที่อยู่ใจกลางกรุงเทพมหานคร ขุดขึ้นในปี พ.ศ. 2474 โดยการรถไฟแห่งประเทศไทย เพื่อเป็นแหล่งระบายน้ำและรับน้ำเสีย ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นน้ำที่มาจากสิ่งปฏิกูลและขยะมูลฝอยจนเกิดสภาวะน้ำเน่าเสีย

    ในปี 2528 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จึงได้พระราชทานพระราชดำริ โครงการบำบัดน้ำเสียบึงมักกะสัน ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรับปรุงเพื่อช่วยในการระบายน้ำและบรรเทาสภาพน้ำเสีย โดยใช้ผักตบชวากรองน้ำเสียเพราะมีคุณสมบัติทำหน้าเสมือนเป็นตัวกรองธรรมชาติ ผสมกับเครื่องบำบัดน้ำเสีย วันละ 260,000 ลูกบาศก์เมตรด้วยการใช้เครื่องเติมอากาศแบบทุ่นลอย ซึ่งสามารถบำบัดน้ำเสียได้เพิ่มจากเดิม 10 เท่า


    จากวันนั้นถึงวันนี้บึงมักกะสันก็ยังทำหน้าที่รับน้ำเสียอย่างขันแข็งจนเป็นภาพที่หลายคนคุ้นชิน และถ้าใครสัญจรผ่านบริเวณนี้อาจได้เห็นนักล่าปลาจากทั่วสารทิศ จนเกิดความแปลกใจว่าบริเวณดังกล่าวสามารถตกปลาได้หรือไม่ BLT จึงไม่พลาดที่จะกระโดดหลบหลีกรถยนต์ที่สัญจร ลงไปพูดคุยกับนักล่าปลาใจกลางกรุงแห่งบึงมักกะสันอย่าง “คุณกาน และคุณลุงประวัติ”

    นักล่าปลาใจกลางเมือง นามว่า “กาน และคุณลุงประวัติ”

    เราได้พบกับคุณกาน (นามสมมุติ) ชายร่างกำยำยืนถือปืนไม้ยิงปลาลูกดอกปลายแหลม อยู่บริเวณริมขอบถนนจตุรทิศ คอยสอดส่องเป้าหมายด้วยสายตาเฉียบแหลม จึงขออนุญาตพูดคุยกับการมาล่าปลาในบริเวณนี้ ที่กานเล่าให้ฟังว่า ตนเองเป็นคนสุขุมวิท เมื่อว่างจากงานก็หยิบปืนไม้มาล่าปลาได้ 2 ครั้งแล้ว จากที่เคยพบเห็นผู้คนที่มาหาปลาบริเวณนี้ จึงได้ลองมาดูบ้าง ซึ่งการมาในวันแรกสามารถล่าปลาได้ถึง 7 – 8 ตัว ส่วนใหญ่เป็นปลานิล ปลาสวาย คุณกานบอกว่า ปลาในบึงนี้คาดว่าคงจะเป็นปลาที่มาจากธรรมชาติ ซึ่งเป็นบึงรับน้ำ ปลาอาจจะว่ายมากับน้ำเวลาเปิดประตูรับน้ำ

    และเมื่อกวาดสายตาไปรอบๆ จะได้พบเห็นกับชาวบ้านที่พายเรือวางตะข่ายดักปลา ราวกับว่าเป็นวิถีชีวิตของคนในละแวกนี้ คุณกานเล่าให้ฟังอีกว่า ในช่วงวันหยุดเสาร์ อาทิตย์ จะได้พบเห็นกลุ่มคนที่มาหาปลาในบริเวณนี้เป็นจำนวนมาก แต่เขาเลือกที่จะมาในวันธรรมดา เพื่อจะได้ไม่ต้องแย่งกับใคร คอยหลบหลีกรถที่สัญจรไปมา บ้างครั้งก็มีความกลัวเหมือนกันที่จะมีรถวิ่งมาชน แต่ก็คอยระวังตัวเองไว้เสมอ และปลาที่จับได้ส่วนใหญ่จะนำไปทำอาหาร

    “ปลาที่นี่คงจะเอาไปขายใครไม่ได้หรอกครับ เพราะบางคนเขาห่วงเรื่องความสะอาด เขาก็ว่าปลามาจากน้ำครำ แต่คนเราไม่มีทางเลือก (หัวเราะ) มันก็อยู่ที่เราจะทำความสะอาดมันดีแค่ไหน บางคนทำไม่ดีมันก็มีกลิ่นคาว กลิ่นเหม็น” คุณกานกล่าว พลางยิงปลาต่อ

    อีกหนึ่งคนที่ BLT พูดคุยอย่างคุณลุงประวัติ ข้าราชการวัยเกษียณที่ขี่รถจักรยานยนต์มาจอดอยู่ริมขอบถนนจตุรทิศ พร้อมกับอุปกรณ์ท้ายรถและเครื่องดื่มน้ำสีใส ขวัญใจชาวแรงงาน จิบไปพลางๆกับแดดกรุงเทพฯในยามบ่าย คุณลุงประวัติเล่าให้ฟังว่าตกปลาบริเวณนี้เป็นประจำในช่วง 7 โมงเช้าถึงประมาณ 11 โมง ด้วยความเบื่อหน่ายกับการอยู่บ้านเฉยๆ ปลาส่วนใหญ่ที่ตกได้เป็นพวกปลาสวาย ปลาดุก ปลาฉลาด ถ้าหากได้ปลาเป็นจำนวนมากก็จะนำไปขายพอได้ค่าน้ำมันมอเจอร์ไซค์นิดๆหน่อยๆ

    เราจึงอดถามไม่ได้ว่า คนที่ซื้อปลาไปรู้หรือว่าปลามาจากบึกมักกะสัน คุณลุงประวัติตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “รู้ แต่คนส่วนใหญ่เขาไม่คิดมากว่าเป็นปลาที่มาจากน้ำดูสกปรก ส่วนใหญ่เขาก็ทำความสะอาดกันอย่างดี เมื่อปรุงสุกเชื้อโรคก็ตายหมด เราคนจนภูมิคุ้มกันดีอยู่แล้ว” (หัวเราะ) ลุงประวัติพูดและหยิบคัดเบ็ดขึ้นมาหมุนๆ

    ส่วนใหญ่แล้วปลาที่ได้จะไว้ทำกับข้าวกินเอง หากได้ปลาฉลาดสัก 5 – 6 ตัวก็จะนำไปทำลาบปลา ส่วนถ้าได้ปลาดุกจะนำไปทำผัดเผ็ดหรือย่าง ซึ่งอุปกรร์ที่ลุงประวัติใช้ไม่เพียงแค่คันเบ็ดแต่ยังใช้ตะข่ายในการดักอีกด้วย

    “มาตกปลาแถวนี้ก็เพลินดี แต่ต้องคอยระวังรถที่ขับไป – มา อยู่ตลอดเพราะมันอันตราย แต่ชีวิตคนแก่วันๆหนึ่งขอแค่ได้หยิบคันเบ็ดตกปลาออกจากบ้าน ได้ปลาวันละตัวสองตัวก็พอใจแล้ว ใช้ชีวิตหลังเกษียณแบบเรียบง่าย ก็สุขใจ” ลุงประวัติพูดพร้อมพลางยิ้มมุมปาก บ่งบอกถึงความสุขกับการได้จับตกปลา

    เมื่อพูดคุยจบ เราก็พลันมองไปรอบๆบึงมักกะสันอย่างถี่ถ้วน ซึ่งหากมองดูรอบๆแล้ว บริเวณดังกล่าวมีความเสี่ยงจากเรื่องความปลอดภัยและอันตรายจากรถที่สัญจรไป-มา รวมไปถึงด้านสุขอนามัยสำหรับปลาที่อยู่ในน้ำสีดำที่อาจมีเชื้อโรคปนเปื้อนอยู่ก็เป็นได้ แต่ทั้งหมดทั้งปวงก็ขึ้นอยู่กับความพอใจของแต่ละคน เพราะต้นทุนชีวิตของคนเราที่ไม่เท่ากัน หรือนี่อาจเป็นดัชนีชี้วัดความเหลื่อมล้ำได้อย่างหนึ่งในสังคมของคนกทม.ที่มีม๊อตโต้ที่เราล้อเลียนอยู่เป็นประจำว่า “กรุงเทพฯชีวิตดีๆที่ลงตัว”